Search this blog


Home About Contact
สนับสนุนโดย อ.บุญญลักษม์ ผู้จัดทำ อนุชิต112 สิชล113 พงษ์พัฒน์122 เขตโสภณ138 ศุภสิน141 อังกฤษ167 พิชิต189
วันจันทร์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2553

กทช : นักกฎหมายชี้ กทช.หมดอำนาจจัดสรรคลื่น 3จี  





กทช.เปิดเวทีถกความคิดเห็นด้านกฎหมาย เรื่องการจัดสรรคลื่นความถี่สำหรับการประกอบกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ระบุคณะกก.หมดอำนาจจัดสรรคลื่นความถี่3จี ด้วยการประมูล…

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (14 ม.ค.) สำนักงานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กทช. จัดเสวนาทางวิชาการ เรื่องการจัดสรรคลื่นความถี่สำหรับการประกอบกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่ (IMT หรือ 3G and Beyond) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อจัดให้มีเวทีแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นทางวิชาการด้านกฎหมาย ในประเด็นเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว ให้ผู้มีส่วนได้เสีย มีความเข้าใจต่อกระบวนการจัดสรรคลื่นความถี่ดังกล่าว ด้วยวิธีการประมูล ในประเด็นข้อกฎหมาย และนำข้อเสนอแนะ และความคิดเห็นต่างๆ มาประกอบการดำเนินการเตรียมจัดสรรคลื่นความถี่ต่อไป

นายเดชอุดม ไกรฤทธิ์ นายกสภาทนายความ กล่าวว่า หลังจากเกิดการปฏิวัติเมื่อวันที่ 19 ก.ย.2549 ที่ผ่านมา ตามกฎหมายทำให้คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กทช. หมดอำนาจในการปฏิบัติหน้าที่ลง เพราะรัฐธรรมนูญ 2540 ได้สิ้นสุดไปแล้วตามการประกาศของคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข แต่รัฐบาลในขณะนั้น ไม่ได้ดำเนินการแต่อย่างใด และต่อเนื่องมาจนถึงรัฐบาลชุดปัจจุบัน ทำให้ คณะกก.กทช.ยังคงปฏิบัติหน้าที่อยู่

นายจุลสิงห์ วสันตสิงห์ อัยการสูงสุด กล่าวว่า การปฏิบัติหน้าที่ของ กทช.ขณะนี้ ตามหลักการมีเหตุผล 2 ประการ ได้แก่ 1.เพื่อประโยชน์สาธารณะของประเทศ และ 2.การปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ทั้งนี้ โดยส่วนตัวมองว่า เป็นเพียงการดำเนินงานตามหน้าที่ โดยเป็นหลักการ เพื่อประโยชน์สาธารณะของประเทศ ภายใต้ พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ พ.ศ. 2543 ส่วน กทช. มีอำนาจออกประกาศใหม่ อาทิ การจัดสรรคลื่นความถี่ 3 จี หรือไม่นั้น กทช. ยังไม่มีฐานอำนาจที่จะทำได้ เพราะรัฐธรรมนูญปัจจุบันยังคงไม่เอื้อ

อัยการสูงสุด กล่าวต่อว่า พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ เดิมได้กำหนดให้การจัดสรรคลื่นความถี่ที่เกี่ยวข้องกับกิจการวิทยุ โทรทัศน์ และโทรคมนาคม ต้องเป็นอำนาจร่วมระหว่าง กทช. และคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์แห่งชาติ หรือ กสช. ไม่ใช่มาจากหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งเท่านั้น อย่างไรก็ตาม มองว่าการแก้ปัญหาในเรื่องนี้รัฐบาลควรประกาศใช้ ร่าง พรบ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ พ.ศ. … โดยเร็วที่สุด

นายวรเจตน์ ภาคีรัตน์ รองอธิการบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หรือ มธ. กล่าวว่า กทช.ยังคงมีอำนาจตามกฎหมายเพราะเป็นองค์กรอิสระถึงแม้รัฐธรรมนูญ 2550 จะได้เปลี่ยนหลักการณ์ให้รวมองค์กรอิสระ กทช.และ กสช.ให้เป็นคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. นอกจากนี้ กทช. ยังมีอำนาจจัดสรรคลื่นความถี่ 3 จี ต่อไปได้

รองอธิการบดีคณะนิติศาสตร์ มธ.กล่าวต่อว่า ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ระบบใหม่ หากยังติดปัญหาสัมปทานจนไม่สามารถเดินหน้า 3 จีได้จะทำให้ประเทศไทยสูญเสียโอกาสในการพัฒนาประเทศ และเพื่อให้ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) และ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) สามารถแข่งกับเอกชนได้ ภาครัฐควรตั้งบริษัทขึ้นมาบริหารสินทรัพย์ เพื่อให้ทั้งสองหน่วยงานเดินหน้าแบบเอกชนได้ 100 % เพื่อแข่งกับผู้ให้บริการรายอื่น

นายธัช บุษฎีกานต์ ผู้อำนวยการด้านกฎหมายโทรคมนาคมและผู้เชี่ยวชาญด้านกฎข้อบังคับ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ภาคเอกชนต้องการให้เปิดประมูลใบอนุญาต 3จี โดยเร็วที่สุด เนื่องจาก ถ้าดำเนินการโทรศัพท์ 2 จี ไปเรื่อยๆ ผู้บริโภคจะได้ใช้ของแพงแต่มีคุณภาพที่ด้อยกว่าประเทศอื่น เพราะอุปกรณ์ 2จี เลิกผลิตแล้ว



นายรักคุด 122

"กูเกิล" ขอเล่นด้วย "คลาวด์สตอเรจ"  


และแล้ว กูเกิล ผู้กำลังทำแทบทุกอย่างเพื่อยึดครองโลกไซเบอร์ ก็กระโดดเข้ามาในสมรภูมิ "คลาวด์ สตอเรจ" อีกเจ้า โดยผ่านเว็บ แอปพลิเคชั่น "กูเกิลดอคส์" ที่ให้บริการอยู่ ผู้ใช้แอปพลิเคชั่นตัวนี้จะสามารถอัพโหลดไฟล์ทุกชนิดขึ้นไปเก็บไว้ที่คลาวด์สตอเรจได้ ในเบื้องต้นจะให้พื้นที่ฟรีไม่เกิน 1 GB

ด้วยฐานของผู้ใช้งานกูเกิลดอคส์ ซึ่งส่วนใหญ่ใช้อยู่ในกลุ่มคนที่ทำงานแบบไม่ติดสถานที่ และ การทำงานร่วมกันเป็น กลุ่ม จะทำให้การก้าวเข้ามาให้บริการ คลาวด์สตอเรจของกูเกิลเป็นจังหวะก้าวที่น่าจับตา เพราะยักษ์ใหญ่ไมโครซอฟท์ก็ให้บริการนี้อยู่แล้วสำหรับผู้ใช้บริการวินโดวส์ ไลฟ์ โดยผ่าน "สกายไดรฟ์" รวมทั้งโมบายมีของแอปเปิลที่เป็นบริการแบบไม่ฟรีด้วย

แนวทางของกูเกิลที่ผ่าน ๆ มารวมทั้งบริการใหม่นี้เห็นได้ชัดว่าเป็นการต่อยอดธุรกิจจากผลิตภัณฑ์ที่สร้างขึ้นมา ในกรณีนี้ก็คือ กูเกิลดอคส์ต่อไปสู่คลาวด์สตอเรจ ซึ่งพื้นที่ฟรี 1 GB นั้น ถ้าใช้งานกันจริง ๆ นอกเหนือไปจากงานเอกสารทั่ว ๆ ไปแล้วในปัจจุบันถือว่าไม่มากนัก

ผู้ที่ต้องการพื้นที่เพิ่มมากกว่า 1 GB สามารถสมัครใช้งานแบบเสียเงินได้โดย กูเกิลคิดส่วนที่เกินจากนั้น 25 เซนต์ต่อ 1 GB ต่อปี ส่วนผู้ที่ใช้

บริการ กูเกิล แอพส์ พรีเมียร์ ซึ่งเป็นชุดแอปพลิเคชั่นที่ใช้กันอยู่ในองค์กรธุรกิจเพื่อลดค่าใช้จ่ายด้านไอทีและเสริมประสิทธิภาพการทำงานร่วมกันเทียบเคียงได้กับไมโครซอฟท์เอ็กซ์เชนจ์ สามารถซื้อพื้นที่เพิ่มเติมได้ในราคา 3.5 เหรียญสหรัฐต่อ GB ต่อปี

จุดเด่นของกูเกิลอยู่ตรงที่แอปพลิชั่นของกูเกิลเป็นเว็บแอปพลิเคชั่นข้ามแพลตฟอร์มและไม่อิงกับการติดตั้งซอฟต์แวร์ใด ๆ ลงในฮาร์ดแวร์ ทำให้ยืดหยุ่นมากกับการทำงานในโลกยุคใหม่

คลาวด์คอมพิวติ้ง ซึ่งมาแรงมากในปีที่ผ่านมาน่าจะเริ่มปักหลักมั่นคงและกลายเป็นของธรรมดายิ่งขึ้นสำหรับผู้ใช้ทั่ว ๆ ไป ที่นับวันวิถีชีวิตจะเป็นแบบโมบายล์มากขึ้นเรื่อย ๆ

บริการคลาวด์สตอเรจนั้น เป็นมากกว่าเว็บรับฝากไฟล์โดยทั่วไป ตรงที่ระบบการจัดการที่ทำให้สามารถแชร์กับคนอื่นได้เสมือนกับเป็นโฟลเดอร์หนึ่งบนเครื่อง ทว่าสามารถเข้าถึงได้จากทุกที่ทุกเวลา



นายรักคุด 122

วันอาทิตย์ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2553

AMD เปิดกราฟฟิกการ์ดยุคประหยัด ราคาต่ำกว่า 100 เหรียญ  


เอเอ็มดี (AMD) เปิดตัว ATI Radeon HD 5670 กราฟฟิกการ์ดใหม่ล่าสุดของตระกูลที่ได้ชื่อว่าเป็นกราฟฟิกการ์ดรุ่นแรกและรุ่นเดียวของโลกที่สนับสนุน Microsoft DirectX 11 แบบ 100% เต็ม มาพร้อมเทคโนโลยี ATI Eyefinity สำหรับการแสดงผลแบบมัลติดีสเพลย์ เซอร์ไพรส์ที่ราคาต่ำกว่า 100 เหรียญ ซึ่งถือเป็นราคาระดับเหมาะสมที่จะถูกติดตั้งในคอมพิวเตอร์เมนสตรีมหรือคอมพิวเตอร์ส่วนใหญ่ในท้องตลาด ไม่ใช่คอมพ์ราคาสูงที่เน้นเจาะตลาดเฉพาะบางกลุ่มเท่านั้น

เอเอ็มดีการันตีว่า นอกจาก ATI Radeon HD 5670 จะช่วยให้ผู้ใช้ได้สัมผัสภาพเกมและวีดีโอคุณภาพเทียบเท่า HD เทคโนโลยี ATI Stream ยังช่วยเพิ่มสมรรถนะในการเล่นวีดีโอและประมวลผลแอปพลิเคชันเชิงธุรกิจด้วย แถมจะช่วยให้การใช้งานระบบปฏิบัติการ Microsoft Windows 7 เป็นไปอย่างเต็มประสิทธิภาพ

ATI Radeon HD 5670 มีความเร็วในการประมวลผลสูงถึง 620 GigaFLOPS และใช้หน่วยความจำแบบ GDDR5 สามารถแสดงผลเกมที่สนับสนุน DirectX 11 ในปัจจุบัน ได้แก่ Colin McRae: DiRT 2? ของค่าย Codemaster, Phenomic’s BattleForge ของค่าย EA, S.T.A.L.K.E.R: Call of Pripyat และ Battlefield: Bad Company 2 ของค่าย GSC Game World

ATI Radeon HD 5670 ยังสามารถทำงานได้ดีกับเกมที่สนับสนุน DirectX 9, DirectX 10, DirectX 10.1 และ OpenGL จุดนี้เอเอ็มดีคุยฟุ้งว่าในบางเกม ATI Radeon HD 5670 สามารถแสดงสมรรถนะได้เหนือกว่ากราฟฟิกการ์ดของค่ายคู่แข่งถึง 20%

เอเอ็มดีระบุว่า ATI Radeon HD 5670 จะมาพร้อมเทคโนโลยี ATI Eyefinity เทคโนโลยีที่ช่วยให้พีซีสามารถแสดงผลบนจอภาพได้สูงสุดถึง 3 จอภาพพร้อมกันผ่านกราฟฟิกการ์ด ATI Radeon HD 5670 เพียงตัวเดียว ยังมีเทคโนโลยี ATI Stream เป็นเทคโนโลยีที่จะช่วยเร่งความเร็วในการถอดรหัสวีดีโอ ช่วยให้สามารถเล่นไฟล์วีดีโอได้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น โดยเฉพาะ Adobe Flash ด้วยคุณภาพที่สูงกว่า คมกว่า และสดใสกว่า

เอเอ็มดีระบุว่า ยอดจำหน่ายหน่วยประมวลผลกราฟฟิก (กราฟฟิกโปรเซสเซอร์) ของบริษัทนั้นทะลุหลัก 2 ล้านชิ้นไปเป็นที่เรียบร้อย จึงมั่นใจว่าตลาดมีความต้องการในผลิตภัณฑ์ตระกูล ATI Radeon ชนิดไม่ธรรมดา



นายรักคุด 122

ไอซีทีจี้ขยายเน็ตเวิร์ก3จีกทม. เพิ่มยอดใช้เน็ต50%ประชากร  

วันที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 33 ฉบับที่ 4176 ประชาชาติธุรกิจ


ไอซีทีจี้ขยายเน็ตเวิร์ก3จีกทม. เพิ่มยอดใช้เน็ต50%ประชากร




1 ปี รมว.ไอซีที "ระนองรักษ์" ภูมิใจสุด ๆ แจ้งเกิด 3 จี สั่งเร่งมือเพิ่มสถานีฐานในกรุงเทพฯให้เต็มใน 90 วัน ทั้งมาแปลกให้นโยบาย "ทีโอที" เพิ่มยอดฮัลโหลบ้านอีก 1 ล้านเลขหมาย เจาะตลาดใหม่หลังรายได้เริ่มหดหาย พร้อมเดินหน้าผลักดันให้จำนวนคนใช้อินเทอร์เน็ตในไทยขยับจาก 29% เป็น 50% ในสิ้นปี ขณะที่โจทย์ใหญ่ "เคลียร์ปมสัมปทานมือถือ-ดาวเทียม" ยังไร้อนาคต


ร.ต.หญิงระนองรักษ์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) กล่าวถึงการทำงาน 1 ปีที่ผ่านมาว่า หลังผลักดันให้ บมจ. ทีโอทีเปิดให้บริการโทรศัพท์มือถือ ระบบ 3 จี ไปแล้วในขณะนี้กำลังเร่งพัฒนาคุณภาพให้สามารถใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพ จึงสั่งการให้ทีโอทีเร่งเพิ่มสถานีฐานในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑลให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ภายใน 90 วัน โดยเฉพาะบริเวณศูนย์ราชการ ถ.แจ้งวัฒนะ และตามหน่วยงาน ราชการอื่นทั้งหมด ซึ่งการให้บริการ 3 จี ถือเป็นผลงานที่ภาคภูมิใจเพราะสามารถพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศให้ก้าวหน้าหนีอันดับบ๊วยของภูมิภาคได้ และเท่ากับกระทรวงไอซีทีได้ทำตามนโยบายของรัฐบาลได้หมด

ส่วนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอื่น ๆ จะผลักดันให้มีการขยายโครงข่าย 3 จีให้ครอบคลุมทั่วประเทศภายในปี 2555 และในปีนี้ตั้งเป้าเพิ่มยอดการใช้งานอินเทอร์เน็ตให้ถึง 50% ของประชากรทั้งประเทศ จากปัจจุบันที่มีอัตราการใช้อินเทอร์เน็ตเพียง 29% เท่านั้น โดยใช้การขยายศูนย์การเรียนรู้ไอซีทีชุมชนที่จะเปิดเพิ่มอีก 600 แห่ง กระจายลงไปในทุกตำบลทั่วประเทศ ซึ่งขณะนี้กำลังหารือเรื่องสเป็กคอมพิวเตอร์ที่ต้องจัดซื้อ

นอกจากนี้ยังมอบนโยบายให้ทีโอทีขยายโครงข่ายโทรศัพท์พื้นฐานในภูมิภาค โดยตั้งเป้าจะให้เพิ่มอีก 1 ล้านครัวเรือน เพื่อเจาะตลาดใหม่ ๆ หลังรายได้จากโทรศัพท์พื้นฐานในกรุงเทพฯลดลงอย่างต่อเนื่อง แต่ต้องให้ฝ่ายบริหารของทีโอทีประเมินความคุ้มค่าทางธุรกิจอีกครั้ง

ส่วนปัญหาการแก้ไขสัญญาสัมปทานโทรศัพท์เคลื่อนที่ของ บมจ.ทีโอที และ บมจ.กสท โทรคมนาคมทำกับเอกชน ซึ่งคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจมอบหมายไว้เมื่อ 16 ธ.ค. 2552 ที่ผ่านมา โดยให้กระทรวงการคลังและกระทรวงไอซีทีดำเนินการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ให้เสร็จภายใน 90 วันนั้น ในขณะนี้ตนได้เรียกประชุมผู้ที่เกี่ยวข้องภายในสังกัดไอซีทีเพื่อให้มีการชี้แจงรายละเอียดการแก้ไขสัญญาสัมปทานมือถือทั้ง 10 ครั้งที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2533 จนถึงปัจจุบันว่าได้ทำให้รัฐเสียหายหรือไม่ และการแก้ไขในแต่ละครั้ง ใครเป็นบอร์ดที่อนุมัติให้มีการแก้ไขสัญญาบ้าง เพราะปกติบอร์ดบริษัท ทีโอทีและกสทฯเป็นตัวแทนจากหน่วยงานรัฐ อาทิ กระทรวงการคลัง สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และอัยการ ฯลฯ

"ตั้งแต่วันที่ 13 ม.ค. 2553 จะมีการประชุมระหว่างผู้บริหารภายในไอซีที และนักกฎหมายเพื่อศึกษารายละเอียดของการแก้ไขสัญญาแต่ละครั้ง ทุกวันพุธและวันศุกร์ ก่อนนำข้อสรุปแจ้งกระทรวงการคลังและคณะรัฐมนตรี เท่าที่มีการรายงานในขณะนี้ สัญญาที่มีการแก้ไขยังไม่ได้ทำให้รัฐเสียหาย"

รัฐมนตรีไอซีทีกล่าวอีกว่า บอร์ดที่ทำหน้าที่ในขณะที่มีการแก้ไขสัญญาไม่ได้มีการโต้แย้งใด ๆ อาจถือว่าได้ทำผิดหรือเปล่า เพราะทั้งหมดเป็นตัวแทนได้รับแต่งตั้งกระทรวงการคลัง อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่สามารถระบุได้ว่าปัญหานี้จะมีการแก้ไขอย่างไร และจะได้ข้อสรุปเมื่อใด

"ถ้าทำไม่ทันภายใน 90 วัน ก็ขอยืดเวลาออกไปก็ได้ ไม่เป็นปัญหาอะไร"

เช่นเดียวกับปัญหาข้อสัญญาสัมปทานการให้บริการดาวเทียมของ บมจ.ไทยคม โดยเฉพาะประเด็นการยิงดาวเทียมดวงใหม่ เพื่อทดแทนดาวเทียมไทยคม 1 ที่หมดอายุไปเมื่อปีที่แล้ว รัฐมนตรีไอซีทีกล่าวว่า เอกชนจะเข้ามาหารือเพื่อหาทางออก หากได้ข้อยุติก็จะเสนอข้อสรุปให้ที่ ครม.พิจารณา ในทันที ซึ่งประเด็นที่มีการถกเถียงกันในขณะนี้คือหากต้องยิงดาวเทียมดวงใหม่เพื่อทดแทนดวงเดิมที่หมดอายุ ปกติดาวเทียมดวงใหม่มีอายุการใช้งานราว 20 ปี ขณะที่สัญญาสัมปทานกำลังจะหมดอายุในอีก 9 ปีข้างหน้า จึงต้องมีการพิจารณากันว่าต้องยืดอายุสัญญาให้เอกชนตามที่มีการยื่นข้อเสนอมาหรือไม่

"ทุกอย่างต้องคุยกันตามกรอบสัญญาสัมปทาน ถ้าสัปดาห์นี้ไม่ได้ข้อสรุป ก็สัปดาห์หน้า สัปดาห์ถัดไปก็คงได้ข้อสรุปเสนอเข้า ครม."



นายรักคุด 122

วันพฤหัสบดีที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2553

กระทรวงไอซีที เปิดสายด่วน 1212 รับแจ้งเหตุเว็บไซต์ไม่เหมาะสม  



ระทรวงไอซีทีเดินหน้าจัดตั้งโทรศัพท์สายด่วน 1212 พร้อม อีเมล 1212@mict.mail.go.th รับฟังเรื่องร้องเรียน-เบาะแสเกี่ยวกับเว็บไซต์ที่ไม่เหมาะสมจากภาคประชาชน เผยกระทรวงฯ สามารถดำเนินการกับเว็บไซต์ที่เผยแพร่ข้อมูลไม่เหมาะสม ผ่านทางศูนย์ ISOC แล้วประมาณ 11,138 URL
ร้อยตรีหญิงระนองรักษ์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เปิดเผยว่าภายหลังจากกระทรวงไอซีทีได้มีการจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการความปลอด ภัยอินเทอร์เน็ต หรือ Internet Security Operation Center : ISOC เพื่อเป็นศูนย์กลางการประสานงานของหน่วยงานต่างๆ โดยมีเครือข่ายความร่วมมือทั้งในส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และระดับท้องถิ่น ในการป้องกันและปราบปรามการนำเสนอข้อมูลข่าวสารที่ผิดกฎหมายและไม่เหมาะสม ผ่านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร โดยปัจจุบันกระทรวงฯ สามารถดำเนินการกับเว็บไซต์ที่เผยแพร่ข้อมูลไม่เหมาะสมต่างๆ ผ่านทางศูนย์ ISOC แล้วประมาณ 11,138 URL แบ่งเป็นเว็บไซต์ที่กระทบต่อความมั่นคง 8,314 URL เว็บไซต์ที่เผยแพร่ซึ่งข้อมูลเข้าข่ายลามกอนาจาร 2,752 URL และเว็บไซต์เกมการพนัน 72 URL

แต่เนื่องจากมีเว็บไซต์ไม่เหมาะสมมีเป็นจำนวนมากวิธีการที่จะช่วย เพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินการกับเว็บไซต์เหล่านั้นก็คือ การสร้างความร่วมมือกับภาคประชาชน โดยการรับฟังข้อมูลต่างๆ จากประชาชนที่มีเบาะแสเกี่ยวกับเว็บไซต์ที่ไม่เหมาะสม กระทรวงฯ จึงได้จัดตั้งโทรศัพท์สายด่วน 1212 จำนวน 5 คู่สาย เพื่อรับฟังเรื่องร้องเรียนจากภาคประชาชน โดยศูนย์ปฏิบัติการสายด่วน 1212 นี้จะตั้งอยู่ที่เดียวกับศูนย์ ISOC ซึ่งนอกจากสายด่วนแล้วกระทรวงฯ ยังจัดทำอีเมลรับแจ้งข้อมูลผ่านทางอินเทอร์เน็ต คือ 1212@mict.mail.go.th ด้วย

การ ดำเนินการดังกล่าวจะทำให้ภาครัฐได้รับรู้ถึงข้อมูลบางอย่างที่บุคลากรภาครัฐ อาจจะไม่สามารถดูได้อย่างทั่วถึง กระทรวงฯ จึงต้องการประชาสัมพันธ์ช่องทางแจ้งเหตุทั้งสายด่วน 1212 และอีเมล 1212@mict.mail.go.th นี้ให้เป็นที่รู้จักแก่ประชาชนทั่วประเทศ รวมทั้งได้ขอความร่วมมือไปยังนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ช่วยประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อที่กำกับดูแลด้วยอีกทางหนึ่ง

สำหรับการดำเนินงานผ่านสายตรงดังกล่าวนั้น เมื่อประชาชนร้องเรียนเข้ามา หรือมีผู้แจ้งเบาะแสต่างๆ ทางเจ้าหน้าที่จะทำการบันทึกไว้ แล้วแบ่งหมวดหมู่ตามภารกิจของศูนย์ ISOC คือ ความมั่นคง ศีลธรรมวัฒนธรรม และเกมการพนัน เมื่อได้รับข้อมูลแล้ว เจ้าหน้าที่จะทำการนำข้อมูลดังกล่าวไปประมวลผล เพื่อตรวจสอบความถูกต้องแม่นยำของข้อมูล แล้วจึงดำเนินการสกัดกั้นการเผยแพร่หรือตรวจสอบหาผู้กระทำความผิดหรือประสาน ไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวคาดว่าจะใช้ระยะเวลาประมาณ 1 วัน สำหรับเว็บไซต์ไม่เหมาะสมที่เข้าข่ายด้านความมั่นคงหรือมีความผิดชัดแจ้ง ส่วนในกรณีอื่นๆ ก็จะดำเนินการตามขั้นตอนการปิดกั้นซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 3 วัน


ฺัBy...English 167

ไอซีทีเปิดตัวเว็บไซต์เตือนภัยพิบัติ  



ไอซีทีเปิดเว็บไซต์ www.ndwc.go.th เพื่อให้ข้อมูลและเตือนภัยพิบัติครบวงจร ในรูปแบบชุมชนออนไลน์ พร้อมเปิดให้ประชาชนที่สนใจลงทะเบียนรับข้อมูลเตือนภัยผ่าน SMS ฟรี

นายวิริยะ มงคลวีระพันธ์ ผู้อำนวยการศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ กล่าวว่า กระทรวงไอซีที ได้เปิดเว็บไซต์ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติภายใต้แนวคิดมั่นใจ ปลอดภัย ฉับไว เตือนภัยกับ www.ndwc.go.th เพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลแบบเจาะลึก ทุกความเคลื่อนไหวของภัยพิบัติทุกชนิดที่เกิดขึ้นทั่วโลกรวมทั้งจะช่วยแจ้ง เตือนภัยพิบัติที่เกิดขึ้นทั่วทุกภาคส่วนของประเทศไทย รวมทั้งการเกิดภัยพิบัติที่เกิดขึ้นในต่างประเทศที่อาจจะส่งผลกระทบต่อ ประเทศไทย

"เว็บไซต์เตือนภัยจะมีการอัปเดตข้อมูลเกี่ยวกับภัยพิบัติทั่วโลกตลอด 24 ชั่วโมงรวมทั้งจะมีการแจ้งเตือนภัยอย่างต่อเนื่อง และจะเป็นการสร้างการเตือนภัยในรูปแบบชุมชนออนไลน์อีกด้วย'"

นอก จากแจ้งเตือนผ่านเว็บไซต์แล้วยังจะมีการแจ้งเตือนด้วยข้อความสั้น (SMS) ผ่านมือถือได้อีกด้วยโดยประชาชนที่สนใจสามารถพิมพ์ u ndwc บนมือถือ แล้วส่งข้อความไปยังหมายเลข 4849333 จากนั้นจะมี SMS ตอบรับการเป็นสมาชิกกลับมาหลังจากนั้นสมาชิกจะได้รับ SMS เตือนภัยเช่นเดียวกับบนเว็บไซต์ทุกครั้งที่จะเกิดภัยพิบัติในแต่ละภูมิภาค หรือทุกครั้งที่เกิดภัยพิบัติในต่างประเทศ

ทั้งนี้ ศูนย์เตือนภัยต้องการให้เว็บไซต์นี้เป็นแหล่งข้อมูลด้านภัยพิบัติทุกประเภท รวมทั้งเป็นการเปิดช่องทางสื่อสารในการเฝ้าระวังภัยในลักษณะรูปแบบชุมชนออ นไลน์ โดยภายในเว็บไซต์จะมีการอัปเดตข้อมูลและสถานการณ์ด้านภัยพิบัติอย่างทันท่วง ที ในกรณีที่เกิดเหตุฉุกเฉินหรือเกิดเหตุการณ์ที่เข้าข่ายต้องแจ้งเตือนให้กับ ประชาชน

สำหรับทิศทางการทำงานของศูนย์เตือนภัยในปีหน้า ในวันนี้ (14 ธ.ค.) จะมีการลงนามในสัญญาเกี่ยวกับโครงการติดตั้งทุ่นลอยน้ำลึกเพื่อตรวจสอบหา คลื่นสึนามิอีก 2 ทุ่นในทะเลฝั่งอันดามันจากเดิมมีแล้ว 1 ทุ่นซึ่งสหรัฐอเมริกาบริจาคให้ นอกจากนี้ยังมีโครงการติดตั้งหอเตือนภัยเพิ่มเติมในพื้นที่ 6 จังหวัดชายฝั่งทะเลอันดามัน และบริเวณฝั่งอ่าวไทยและทะเลตะวันออกเพื่อให้สามารถเตือนภัยได้ครบถ้วนทุก ภัยพิบัติ


By...English 167

Windows 7 แรง ยอดขายพุ่ง 3,000%  



ไมโครซอฟท์อวด Windows 7 แรง ยอดขายพุ่ง 3,000 % ทำลายทุกสถิติระบบปฎิบัติการ ระบุเป็นเพราะทำการตลาดทั้งลูกค้าทั่วไปและองค์กรขนาดใหญ่ไปถึงเล็ก แถมลดราคาลงกว่าครึ่งจากเดิมพร้อมเพิ่มมูลค่า ตั้งเป้า 1 ปีเข้าแทนที่ Windows XP เกินครึ่ง

นางสาวปฐมา จันทรักษ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า หลังจากเปิดตัว Windows 7 ในประเทศไทยไปได้เพียง 3 สัปดาห์ พบว่ายอดขายเติบโตเพิ่มขึ้นถึง 3,000 % ซึ่งการเติบโตดังกล่าวสูงสุดเมื่อเปรียบเทียบกับ Windows อื่นๆโดยเฉพาะWindows vista

สาเหตุ ที่ทำให้ Windows 7 ได้รับความสนใจเป็นอย่างมากเนื่องจาก บริษัทเน้นเปิดตัวกับลูกค้าทั่วไปก่อนและวานนี้(17พ.ย.52)ได้เปิดตัวเป็นทาง การให้ลูกค้ากลุ่มองค์กรขนาดใหญ่ไปถึงองค์กรทั่วไปซึ่งได้รับความสนใจ จากกลุ่มลูกค้าเป็นอย่างดี ประกอบกับไมโครซอฟท์ได้ปรับราคา Windows 7 ลงเพื่อให้ผู้ใช้รู้สึกว่าซอฟต์แวร์ดีราคาสมเหตุสมผลโดยโปรโมชั่นพิเศษแบบ ครบทุกฟังก์ชันรวมทั้งอัปเกรดอยู่ที่ 4,000 กว่าบาทลดลงครึ่งหนึ่งจากราคาเดิมครบทุกฟังก์ชันราคา8,000 กว่าบาทไม่รวมการอัปเกรด

ทั้งนี้เบื้องต้นไมโครซอฟท์มีเป้าหมายนำ Windows 7 ไปทดแทน Windows XP ซึ่งใช้งานมานานกว่า 8 ปีแล้วสำหรับองค์กรที่มีการใช้งานมานานเกือบ 10 ปีนับเป็นเทคโนโลยีที่ล้าหลังมากแล้ว โดยจากการสำรวจของไมโครซอฟท์พบว่าปัจจุบันในประเทศมีผู้ใช้งาน Windows XP จำนวน 67 % ฉะนั้นไมโครซอฟท์คาดว่าใน 1 ปีผู้ใช้งาน Windows XP ครึ่งหนึ่งจะเปลี่ยนมาใช้งาน Windows 7

“จาก การเปิดตัว Windows 7 พบว่าลูกค้าองค์กรขนาดใหญ่ 100 บริษัทที่อยู่ในระดับต้นๆของประเทศสนใจทดลองใช้งาน และขณะนี้มีผู้ใช้งาน Windows 7 แล้วทั้งสิ้น 10 บริษัท และลูกค้าที่ได้ทดลองใช้ส่วนใหญ่ให้เสียงตอบรับที่ดีเพราะช่วยประหยัดต้นทุน เนื่องจากระบบปฏิบัติการทำงานรวดเร็วขึ้นรวมทั้งการอัปเกรดระบบจาก Windows ไม่จำเป็นต้องปิดระบบสามารถใช้งานได้ทันที เพราะ Windows 7มีช่องทางให้เรียกใช้งานอย่าง Windows XP ไปพร้อมกันได้”

นางสาวปฐมา กล่าวว่าการปรับราคา และเพิ่มมูลค่าการใช้งานที่หลากหลายและสะดวกมากขึ้น จะช่วยลดการละเมิดลิขสิทธิ์ ของไมโครซอฟท์ ได้เพราะยอดขายที่เติบโตขึ้น 3,000 % นั้นจะไปทดแทนซอฟต์แวร์ละเมิดลิขสิทธิ์ และการทำการตลาด Windows 7 ในงานอีเวนต์ใหญ่ 3 ครั้งที่ผ่านมามีลูกค้าทั่วไปและลูกค้าองค์กรจำนวนมากหิ้วเครื่องมาลง ซอฟต์แวร์ลิขสิทธิ์ Windows 7

อย่างไรก็ดีที่ผ่านมาไมโครซอฟท์ไม่ได้ทำการตรวจจับซอฟต์แวร์ ลิขสิทธิ์ด้วยตัวเอง โดยหน้าที่ดังกล่าวเป็นของกรมทรัพย์สินทางปัญญาซึ่งไมโครซอฟท์ไม่เคยเข้าไป ยุ่งและเข้าร่วมในการตรวจจับ หากมีก็เชื่อว่าเป็นการแอบอ้างจึงอยากเตือนไปยังลูกค้าองค์กรว่าหากมี เหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้นอย่าหลงเชื่อโดยเด็ดขาด


By...English 167

5 เหตุการณ์เด่นไอทีไทยปี 52  

แวดวงเทคโนโลยีภายในประเทศไทยปี 2552 นั้นถือว่าเป็นปีที่มีการพัฒนาทางด้านเทคโนโลยีเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาของความเร็วบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ต เทรนด์โน้ตบุ๊กเครื่องบางที่ใช้งานได้ยาวนาน การเปิดตัวของวินโดวส์ เซเว่น กระแสการตรวจจับซอฟต์แวร์เถื่อน รวมไปถึงการใช้งานเครือข่ายสังคมออนไลน์ที่สร้างกระแสสู่บุคคลทั่วไป




บรอดแบนด์ขั้นต่ำ 4Mbps สูงสุด 16Mbps

การ แข่งขั้นในตลาดผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงในประเทศ ที่เริ่มดุเดือดขึ้นจากการที่ทางกลุ่มจัสมินที่มีทั้ง Maxnet และ 3BB ประกาศราคาบรอดแบนด์ 3Mb ในราคา 590 บาทต่อเดือน ถือเป็นก้าวแรกในการกระตุ้นตลาดให้มีการแข่งขันของผู้ให้บริการสูงขึ้น นอกจากนี้ยังมีการให้ของขวัญผู้ใช้งานท้ายปีด้วยโปรโมชันความเร็วขั้นต่ำ 4Mbps ให้เป็นของขวัญส่งท้ายปี ส่วนความเร็วในการให้บริการสูงสุดของ 3BB ยังคงอยู่ที่ 10 Mbps

ขณะที่ทางด้านทรูกลับไปให้ความสำคัญทางด้านความเร็วสูงสุดในการใช้ งาน โดยมีการปรับระดับความเร็วสูงสุดถึง 2 ครั้งภายในปีนี้ เริ่มต้นที่ปรับเป็น 8Mbps ในเดือนมีนาคม พร้อมเปิดทดลองให้ผู้ใช้ 8Mbps ได้สิทธิใช้งาน 12Mbps ก่อนที่จะออกโปรโมชันสูงสุด 16Mbps ในช่วงเดือนตุลาคม แต่ทั้งนี้ทรูก็ยังไม่ทิ้งลูกค้าที่ไม่ต้องการความเร็วสูงจนเกินไป โดยออกโปรโมชัน 3Mbps ในราคา 599 บาทต่อเดือนมาด้วยเช่นเดียวกัน ส่วนขั้นต่ำ 4Mbps ของทรูคงต้องรอลุ้นกันในปี 2553




โน้ตบุ๊กบาง-เบา เวลาใช้งานยาวนาน

ต้อง ยอมรับว่ากระแสโน้ตบุ๊กบางเบาที่เกิดขึ้นนั้น ได้อานิสงส์มาจากความอิ่มตัวในตลาดของเน็ตบุ๊ก เนื่องมาจากตอบสนองการใช้งานได้ไม่เพียงพอ รวมกับการที่ทางอินเทลออกซีพียูแบบประหยัดพลังานรุ่นใหม่สำหรับตลาดคอนซู เมอร์ (CULV) ทำให้เครื่องสามารถทำราคาได้ไม่แพงมากนัก และประหยัดพลังงานมากขึ้นกว่าเดิม

โดยในช่วงต้นปีจะเป็นการแข่งขันกันในเรื่องของความบาง ไม่ว่าจะเป็น Dell Adamo และ MSI X-Slime ที่ต่างแข่งขันกันบางที่สุดในโลก ทั้งนี้ไม่รวมไปถึง Macbook Air ที่ออกมาก่อนหน้านี้ และแน่นอนในเรื่องของดีไซน์ชื่อชั้นอย่างโซนี ที่ไม่เคยเป็นรองใครก็มีการเปิดตัว Sony Vaio X ที่อยู่ในตระกูลเครื่องบางด้วยเช่นเดียวกัน

ส่วนเจ้าของตลาดโน้ตบุ๊กในประเทศอย่างเอเซอร์เอง ก็ได้โอกาสเปิดตัว Acer Aspire Timeline ที่มีความบาง รวมกับสามารถใช้งานแบตเตอรี่ได้ไม่ต่ำกว่า 8 ชั่วโมง หลังจากนั้นแบรนด์รองๆลงมาอย่างเอชพี โตชิบา อัสซุส และเอสวีโอเอ ก็ได้โอกาสเข้ามาร่วมแข่งขันในโน้ตบุ๊กตระกูลอึดกันอีกด้วย

สำหรับเหตุการณ์ที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่งในไลน์สินค้าอย่างโน้ตบุ๊ก นั้นคือ แบรนด์โทรศัพท์มือถืออย่างซัมซุงได้เข้ามาร่วมวงจำหน่ายโน้ตบุ๊กภายในประเทศ รวมกับโนเกียที่มีการเปิดตัว Nokia Booklet 3G ที่เมืองนอกด้วยเช่นเดียวกัน แต่อย่างไรก็ตามสำหรับโนเกียยังคงต้องรอดูกันต่อไปว่าจะมีการนำเข้ามาทาง จำหน่ายหรือไม่




วินโดวส์ เซเว่น ราคาคนไทย

หลาย ท่านคงเคยได้ยินคำกล่าวที่ว่า "วินโดวส์ เซเว่น คือรุ่นสมบูรณ์ของวินโดวส์ วิสต้า" กันบ่อยๆ หลังจากไมโครซอฟท์ทำการเปิดตัว วินโดวส์ เซเว่นเข้าสู่เมืองไทย ผลการตอบรับของผู้บริโภค จากยอดขายและงานที่ไมโครซอฟท์จัดขึ้นมาโปรโมท วินโดวส์ เซเว่น นั้นได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี

แม้ว่าผู้บริโภคบางคนยังมองว่าราคาพิเศษที่ไมโครซอฟท์ จำหน่ายในประเทศไทยยังไม่ใช่ราคาที่รับได้ แต่ถ้ามองย้อนไปเทียบกับราคาปกติของวินโดวส์รุ่นก่อนหน้านี้อย่าง เอ็กซ์พี-วิสต้า จะเห็นว่ามีการปรับลดราคาลงค่อนข้างมาก ถือเป็นการกระตุ้นผู้บริโภคให้หันมาใช้ระบบปฏิบัติการวินโดวส์แบบมีลิขสิทธ์ ได้เป็นอย่างดี




จับซอฟต์แวร์เถื่อน

ปี นี้ผู้ที่ใช้ซอฟต์แวร์เถื่อนในออฟฟิศคงได้ร้อนๆหนาวๆ พร้อมเปลี่ยนไปใช้โอเพ่นซอร์สกันหลายบริษัท หลังพรบ.ลิขสิทธิ์ ถูกนำมาใช้กับการตรวจจับซอฟต์แวร์เถื่อน หลังวันที่ 17 ตุลาคม 2552 ตรวจพบสามารถจับได้ทันที แต่เหตุการณ์ที่ปรากฏขึ้นส่วนใหญ่กลับกลายเป็นการแอบอ้างเข้าตรวจสอบ

โดยทางไมโครซอฟท์ได้แถลงการณ์ให้ระวังมิจฉาชีพ ที่จะใช้ช่องจากการตรวจสอบซอฟต์แวร์เถื่อนเข้าไปรีดไถเงิน ภายในร้านค้า สถานศึกษาและหน่วยงานราชการ ในกรณีที่มีบุคคลแอบอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่จากบริษัท ไมโครซอฟท์ เข้ามาตรวจสอบการใช้งานซอฟต์แวร์ลิขสิทธิ์ เนื่องจากทางไมโครซอฟท์ไม่มีหน้าที่ในการตรวจ และเรียกค่าปรับจากสถานศึกษา และหน่วยงานราชการใดๆ ทั้งสิ้น

ด้านศูนย์การค้าไอทียักษ์ใหญ่อย่างพันธุ์ทิพย์พลาซ่า ก็ได้มีการออกมาประกาศว่าภายในศูนย์การค้าจะไร้ของเถื่อน ในปี 2557 พร้อมกับเปิดตัวศูนย์การค้า Digital Gateway กลางสยามแสควร์ พร้อมการันตีว่าไร้ของเถื่อน 100%


By...English 167

AMD เปิดตัวควอดคอร์โปรเซสเซอร์กินไฟน้อย  




เอเอ็มดีเปิดตัวควอดคอร์เดสก์ท็อปโปรเซสเซอร์ประหยัดพลังงานรุ่นแรก เปิดโอกาสสำหรับผู้ที่กำลังมองหาเครื่องพีซีสำหรับงานดิจิตอลมีเดียที่เย็น และเงียบ ด้วย AMD Phenom X4 9100e ผู้ที่ชื่นชอบงานดิจิตอลมีเดียและผู้ที่ชื่นชอบพีซีสมรรถนะสูงจะได้สัมผัส กับพลังที่เหนือกว่าของสถาปัตยกรรมแบบมัลติคอร์ พร้อมกับประสิทธิภาพในการประหยัดพลังงาน ที่กินไฟสูงสุดเพียง 65 วัตต์

นายเกร็ก ไวท์ รองประธานบริษัทและผู้จัดการทั่วไป กลุ่มเดสก์ท็อปและเอ็มเบดเด็ด บริษัทเอเอ็มดี กล่าวว่า การพัฒนาทุกชิ้นส่วนอุปกรณ์ให้ประหยัดพลังงานนั้น ทั้งหมดทำให้เอเอ็มดีเป็นผู้นำด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม โปรเซสเซอร์ AMD Phenom X4 9100e คือผลิตผลล่าสุดที่จะช่วยให้ลูกค้าลดการใช้พลังงานและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

" โปรเซสเซอร์ประหยัดพลังงานจากเอเอ็มดีไม่ใช่แค่แตกต่าง แต่ยังเป็นผู้ริเริ่มและกระตุ้นให้ผู้ออกแบบคอมพิวเตอร์ก้าวสู่ผลิตภัณฑ์ที่ เล็กและบางกว่า ตัวอย่างเช่น พีซีที่ใช้พื้นที่น้อยและเงียบ พีซีประเภทนี้จะกินไฟต่ำและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม"

นายจิม แมคกรีเกอร์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและหัวหน้านักวิเคราะห์ บริษัทอินสแต็ท (In-Stat) กล่าวว่า ผู้บริโภคปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นผู้บริโภคทั่วไปหรือองค์กร เริ่มหันมามองพีซีที่รูปร่างภายนอกมากขึ้น คือ ต้องสวย เล็ก และดูดี ต้องกลมกลืนกับสภาพแวดล้อมข้างเคียง ต้องเงียบ แต่สมรรถนะยิ่งสูงยิ่งดี

" โปรเซสเซอร์ประหยัดพลังงาน เช่น AMD Phenom X4 9100e จะให้ตัวเลขสมรรถนะต่อวัตต์สูงกว่าเดสก์ท็อปโปรเซสเซอร์ทั่วไป ขณะเดียวกันก็สามารถตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ในเรื่องประสิทธิภาพในการ ใช้พลังงานและการรักษาสิ่งแวดล้อม"

เมื่อจับคู่ระหว่างโปรเซสเซอร์ AMD Phenom X4 9100e กับชิปเซ็ต AMD 780 Series สิ่งที่เกิดขึ้นคือ แพลตฟอร์มคอมพิวเตอร์พีซีที่สมบูรณ์แบบที่สุดในปัจจุบัน ทั้งความสามารถในการเล่นแผ่น Blu-ray, ความสามารถในการนำเสนอคอนเทนต์ประเภทริชมีเดียไม่ว่าจะเป็นเกมหรืออื่นๆ AMD Phenom X4 9100e ยังมาพร้อมกับความสามารถในการประมวลผลแบบมัลติทาสกิ้งที่จะช่วยให้ผู้ใช้ทำ สิ่งต่างๆ ได้มากขึ้นพร้อมๆ กัน เช่น ผลิตดิจิตอลคอนเทนต์พร้อมกับส่งอีเมลและดาวน์โหลดเพลงจากอินเทอร์เน็ต พีซีแพลตฟอร์มที่ใช้โปรเซสเซอร์ AMD Phenom X4 9100e คู่กับชิปเซ็ต AMD 780 Series คือสิ่งที่ผู้ใช้คอมพิวเตอร์ใฝ่ฝันมานาน โดยเฉพาะผู้ที่ต้องการพีซีที่สมรรถนะสูงๆ พร้อมกับความเย็น ความเงียบ และความประหยัด

คุณสมบัติเด่นใน AMD Phenom X4 9100e มีดังนี้

1. Cool’n’Quiet 2.0 เทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นเพื่อช่วยให้โปรเซสเซอร์ใช้พลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด และนี่คือรุ่นที่ 2

2. AMD CoolCore เป็นเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นเพื่อให้ผู้ใช้ได้รับสมรรถนะสูงสุดจากโปรเซสเซอร์ ด้วยการเปิดปิดการทำงานของส่วนต่างๆ ของโปรเซสเซอร์ตามโหลดงานที่เข้ามา

3. Independent Dynamic Core เป็นระบบที่ออกแบบมาเพื่อให้สามารถควบคุมการทำงานของคอร์โปรเซสเซอร์แต่ละ ตัวได้อย่างอิสระ ช่วยลดการใช้พลังงานโดยปรับการทำงานตามโหลดงานที่เข้ามา

4. Dual Dynamic Power Management เป็นระบบที่ออกแบบมาเพื่อแยกจ่ายพลังงานเป็นอิสระระหว่างโปรเซสเซอร์กับเม มโมรี่คอนโทรลเลอร์ ให้ระบบยังคงมีสมรรถนะสูงสุดหรือเหมาะสมที่สุดสำหรับโหลดงานนั้นๆ

5. AMD Wideband Frequency Control (ระบบควบคุมความถี่ไวด์แบนด์) เป็นระบบที่พัฒนาขึ้นเพื่อควบคุมการทำงานของทรานซิสเตอร์ เพื่อช่วยลดการใช้พลังงาน, ความล่าช้าของการรับส่งข้อมูล และการเปลี่ยนสมรรถนะของคลื่นความถี่

6. Multi-Point Thermal Control (ระบบควบคุมอุณหภูมิแบบหลายจุด) บนตัวโปรเซสเซอร์จะมีเซ็นเซอร์ฝังอยู่ด้วยกันหลายๆ จุด ซึ่งเซ็นเซอร์นี้ถูกออกแบบมาเพื่อใช้ควบคุมความเร็วในการทำงานของ โปรเซสเซอร์ รวมถึงความร้อนที่เกิดขึ้นในระบบ ในเวลาที่อุณหภูมิสูงเกินกว่าจุดที่ตั้งไว้

โปรเซสเซอร์ AMD Phenom X4 9100e กำหนดวางจำหน่ายออกสู่ตลาดผ่านทางผู้ผลิตโออีเอ็มและผู้ผลิตพีซีอิสระ สำหรับรายละเอียดราคาสามารถเข้าดูได้ที่ www.amd.com/pricing


ฺBy...English 167

10 เทรนด์ไอทีปี 2010  

ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า สิ่งที่จะถูกหยิบยกมาพูดถึงในบทความนี้ไม่ใช่ Fash หรือแฟชั่นไอทีที่มาแล้วก็ไป แต่จะเป็น Trend ว่าทิศทางไอทีใดบ้างที่ผู้บริโภคจะได้เห็นในปี 2010 ซึ่งจากการประมวลแล้วพบว่าเทรนด์ที่รวบรวมมาได้นั้นสอดคล้องกันทั้งหมด และมีแนวโน้มว่าสงครามไอทีปีเสือจะดุเดือดมากขึ้น จนเชื่อว่าจะทำให้ตลาดไอทีโลกเกิดการเปลี่ยนแปลงแบบมโหฬาร

คำถามว่า ปี 2010 ยูสเซอร์จะต้องพบเจออะไรบ้าง หนึ่งหนีไม่พ้น"คลื่นเน็ตบุ๊ก"ในทะเลพีซีที่เชื่อว่ายังไม่ตายง่ายๆ สองคือ"พายุแทปเล็ต"พีซีหน้าจอสัมผัสไร้คีย์บอร์ดที่ถูกมองว่าจะเป็นดาวรุ่ง พุ่งแรงแซงใครๆ สามคือ"กระแสเครื่องอ่านอีบุ๊ก"ซึ่งไม่น่าแปลกใจเพราะโลกกระดาษนั้นเคลื่อนตัวเข้าสู่โลกดิจิตอลแล้ว สี่คือ"มนต์สะกดวินโดวส์ 7 และออฟฟิศ 2010" จากไมโครซอฟท์ที่เชื่อว่าจะสามารถสะกดคนทั้งโลกได้มากขึ้น

ห้าคือ"อาณาจักรทีวีเจนใหม่"ที่กล้าติดชิปคอมพิวเตอร์ไว้ภายใน บนเทคโนโลยีใหม่ที่ทำให้ไม่ต้องกลัวว่าทีวีจะแฮงก์เหมือนคอมพิวเตอร์ หกคือ"อหังการเครือข่ายสังคม"ซึ่งทุกสำนักฟันธงว่าโซเชีย ลเน็ตเวิร์กกิงในปีหน้าจะเติบโตขึ้นอีก

เจ็ดคือ"ทอร์นาโดไฮสปีด"เชื่อว่าผู้ใช้บรอดแบนด์อินเทอร์เน็ตจะเพิ่มขึ้นรวดเร็วในปี 2010 ซึ่งเท่ากับผู้ใช้มีโอกาสติดเชื้อไวรัสคอมพิวเตอร์ได้มากขึ้นด้วย แปดคือ"สมาร์ทโฟนคำราม"เพราะเสียงคำรามกู่ร้องในสนามรบระหว่างไอโฟน-แบล็กเบอรี่-แอนดรอยด์ในปี 2010 จะดังกึกก้องจนสะเทือนไปทั่วโลก

อย่างไรก็ตาม เทรนด์ที่เก้าและสิบนั้นต้องบอกว่า"ยังไม่กล้าฟันธง" ได้แก่ "ทรีจี-ไวแมกซ์"ซึ่งยังไม่มีความแน่นอนว่าจะเป็นรูปเป็นร่างอย่างไรในประเทศไทย รวมถึง"โลกใหม่เอ็มคอมเมิร์ซ"ที่จะยังต้องรอความชัดเจนอยู่

*****1. คลื่นเน็ตบุ๊กยังซัด

ปีที่ผ่านมาคอมพิวเตอร์เน็ตบุ๊กหรือพีซีพกพาตัวเล็กราคาประหยัด สามารถเติบโตได้เพราะเศรษฐกิจไม่ดี แต่นักวิเคราะห์เชื่อว่า ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ดีขึ้นในปี 2010 ตลาดเน็ตบุ๊กก็จะยังเติบโตอยู่ แต่อาจไม่โตอู้ฟู้เพราะมีคู่แข่ง

สิ่งที่ชี้ว่าเน็ตบุ๊กจะยังเติบโตต่อไปคือการที่อินเทลเปิดตัวชิป Atom รุ่นใหม่นาม n450 ทำให้เน็ตบุ๊กมีประสิทธิภาพสูงขึ้น สามารถรองรับภาพยนตร์ความละเอียดสูงหรือ HD ได้แต่ยังไม่เต็มขั้น มีขนาดบางลง ในราคาสบายกระเป๋า แต่สิ่งที่ชี้ว่าคลื่นเน็ตบุ๊กจะไม่ซัดแรงจนเติบโตอู้ฟู้คืออินเทลนั้นระบุ ว่า ชิป n450 นั้นไม่ได้ผลิตมาสำหรับเน็ตบุ๊กอย่างเดียว แต่สามารถใช้กับคอมพิวเตอร์แล็ปท็อปอื่นๆได้ด้วย ทำให้แล็ปท็อปรุ่นอื่นสามารถหั่นราคาลงเพื่อแข่งกับเน็ตบุ๊กได้อย่างถึงพริก ถึงขิง

สำหรับตลาดคอมพิวเตอร์ประหยัดพลังงานพิเศษหรือ CULV เชื่อว่าจะเติบโตไม่รุนแรงในปี 2010 เพราะผู้ผลิตพีซีจะกดราคาเน็ตบุ๊กลงมาแย่งตลาด โดย CULV อาจครองส่วนแบ่งได้ 30% ในปีเสือ

อีกสิ่งที่จะเกิดขึ้นในปีเสือ คือผู้บริโภคจะสับสนเรื่องสายผลิตภัณฑ์พีซีพกพามากขึ้นอีก เนื่องจากการกำเนิดของ"สมาร์ทบุ๊ก (Smartbook)" คอมพิวเตอร์ตัวเล็กเท่าเน็ตบุ๊ก (หน้าจอไม่เกิน 10 นิ้ว) แต่ใช้ชิป ARM ซึ่งนิยมใช้ในสมาร์ทโฟน รองรับไว-ไฟและ3G ต่ออินเทอร์เน็ตได้ บนราคาที่ถูกกว่าเน็ตบุ๊ก

สรุปแล้ว จากภาพที่มองว่าเน็ตบุ๊กใกล้จะสิ้นชีพในปีนี้ แท้จริงแล้วยังไม่แน่นอน เพราะต้องลุ้นผลการต่อสู้ระหว่างเน็ตบุ๊กกับโน้ตบุ๊ก CULV สมาร์ทบุ๊ก สมาร์ทโฟน และที่สำคัญคือ คอมพิวเตอร์แทปเล็ตที่เชื่อว่าจะเป็นกระแสแรงมากในปี 2010

****2. พายุแทปเล็ต

แทปเล็ตพีซีคือคอมพิวเตอร์พกพาที่หักฝาพับหน้าจอออกไป แล้วนำหน้าจอสัมผัสมาติดไว้ที่แทนคีย์บอร์ด น้ำหนักเบา หน้าจอราว 7-10 นิ้ว ขณะนี้สินค้ากลุ่มแทปเล็ตพีซีเริ่มออกมาวางจำหน่ายอย่างจริงจังแล้ว และได้รับกระแสตอบรับมากมาย

ทั้งหมดนี้ทำให้นักวิเคราะห์เชื่อว่าพีซีพกพาแต่ละชนิดจะโรมรันแข่งขันอย่างหนักในปี 2010 แต่ประเด็นที่จะยังเป็นคำถามสำหรับแทปเล็ตพีซีคือความเชื่อว่า ผู้บริโภคยังไม่ต้องการแทปเล็ตพีซี เพราะประสิทธิภาพที่ไม่หนีจาก CULV เครื่องอ่านอีบุ๊ก และเน็ตบุ๊ก แถมราคาก็ยังอยู่ในระดับที่แข่งขันไม่ได้

****3. กระแสเครื่องอ่านอีบุ๊ก

ปี 2010 ถูกมองว่าจะเป็นปีแห่งสงครามดิสเพลย์ หนึ่งในผู้ร่วมชิงชัยคือเครื่องอ่านหนังสืออิเล็กทรอนิกส์หรืออีรีดเดอร์ (eReader) เชื่อว่ายอดขายอีรีดเดอร์จะทะลุ 6 ล้านเครื่องในปี 2010 บนฝีมือการผลิตของบริษัทไม่ต่ำกว่า 30 แบรนด์ แต่ละแบรนด์มีจำนวนมากกว่า 1 รุ่น

จุดเด่นของอีรีดเดอร์นั้นอยู่ที่การประหยัดพลังงาน เหมาะกับการแสดงผลตำรา อ่านง่าย รองรับไฟล์เอกสารได้หลากหลาย ล่าสุด มีรายงานว่าโรงงานผลิตหน้าจอในประเทศไต้หวันลงมือผลิตจออีอิงค์ชนิดใหม่ที่ มีราคาถูกลง ทำให้เชื่อว่าอุปกรณ์อีรีดเดอร์ทั้งหลายจะมีราคา 99 เหรียญในปีหน้า จากที่ปัจจุบันมีราคาราว 259 เหรียญ

อย่างไรก็ตาม อีรีดเดอร์นั้นมีความสามารถที่จำกัด ค้านกับคำพูดของเจ้าพ่อสตีฟ จ็อบส์ ซีอีโอแอปเปิลที่บอกว่าอุปกรณ์ไอทีต้องทำได้หลายอย่าง ทำให้อนาคตของอีรีดเดอร์ยังมีภาพหมอกปกคลุมอยู่ แถมยังมีข้อจำกัดเรื่องการเปลี่ยนหน้าช้า และยังไม่มีจุดขายที่แข็งพอจะสู้กับคู่แข่งรายอื่นในสงครามดิสเพลย์ ซึ่งยังต้องรอลุ้นว่าอีรีดเดอร์จะแจ้งเกิดได้ในปี 2010 หรือไม่

ความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจของอีรีดเดอร์คือการรวมอีรีดเดอร์และแทปเล็ตพีซี ไว้ด้วยกัน ออกมาในรูปอีรีดเดอร์จอสี 2 จอ หนึ่งในสองจอสามารถต่ออินเทอร์เนตเพื่อเลือกไฟล์อีบุ๊ก

นอกจากนี้ กระแสอีรีดเดอร์ยังปรากฏในอุปกรณ์อื่นๆด้วย นั่นคือโปรแกรมอีรีดเดอร์บนอุปกรณ์พกพาที่ผู้บริโภคสามารถดาวน์โหลดไปติดตั้งได้ เช่น โปรแกรมคินเดิลฟอร์ไอโฟน เป็นต้น ซึ่งเมื่อสังเกตให้ดีจะพบว่าแพลตฟอร์มอุปกรณ์ แอปพลิเคชัน และอินฟราสตรัคเจอร์ คือพื้นฐานที่สอดคล้องกันของ Gadget ในปี 2010

****4. มนต์สะกดวินโดวส์เซเว่น

สำนักวิจัยไอดีซีเชื่อว่าปี 2010 ผู้ใช้วินโดวส์เซเว่นจะเติบโตรวดเร็วมากจนมีสัดส่วน 50% เมื่อเทียบกับผู้ใช้ทั่วโลก วินโดวส์เซเว่นจึงเป็นหนึ่งในเทรนด์ที่จะมาแน่นอนในปี 2010

แม้จะมีการใช้งานวินโดวส์เซเว่นแพร่หลาย แต่ปี 2010 จะเป็นปีที่หลายบริษัทพร้อมใจกันออกบริการคลาวด์คอมพิวติง ที่มีแนวคิดหลักว่าผู้ใช้จะเก็บข้อมูลไว้ที่ใดก็ได้ ใช้ข้อมูลได้ไม่สิ้นสุด และสามารถเรียกใช้งานได้ตลอดเวลา ปี 2010 จึงเชื่อว่าพฤติกรรมการใช้ซอฟต์แวร์ในเครื่องคอมพิวเตอร์จะเปลี่ยนแปลงชัดเจนยิ่งขึ้นในปีนี้ จากการติดตั้งซอฟต์แวร์ลงในเครื่อง มาเป็นการเรียกใช้ซอฟต์แวร์จากอินเทอร์เน็ตแทน

ไมโครซอฟท์จึงต้องรับศึกการต่อสู้ระหว่างโลกเดสก์ท็อปและโลกอินเทอร์เน็ต ด้วยการเปิดตัวบริการ Azure (อะซัวร์) บริการคลาวด์คอมพิวติงที่อาจจะร่วมเป็นอีกแรงสะกดผู้บริโภคในปี 2010

คู่ต่อสู้ตัวแม่ของไมโครซอฟท์ในปีนี้หนีไม่พ้นกูเกิล ที่กำลังจะเปิดตัวระบบปฏิบัติการออนไลน์ของตัวเองในชื่อ ChromeOS กูเกิลระบุว่าโอเอสของตัวเองสามารถทำงานได้ดีบนคอมพิวเตอร์พกพาทั้งเน็ตบุ๊ก และแทปเล็ตพีซี เท่ากับกูเกิลขอมีเอี่ยวในกระแสคอมพ์พกพาที่เชื่อว่าจะเชี่ยวกรากในปี 2010 อย่างเต็มตัว

กูเกิลมองว่าผู้ใช้แล็ปท็อป จะกลายพันธุ์เป็นผู้ใช้เน็ตบุ๊ก ขณะที่ผู้ใช้สมาร์ทโฟนจะกลายเป็นผู้ใช้แทปเล็ตพีซี

****5. อาณาจักรทีวีอินเทอร์เน็ต

ตลาดทีวีอินเทอร์เน็ตในปี 2010 เชื่อว่าจะมีความคึกคักสุดขีด เพราะนอกจากความสะดวกสบายจากการเล่นอินเทอร์เน็ตบนทีวีจอยักษ์ การตอบโจทย์เรื่องข่าวอัปเดทล่าสุดจากสถานีข่าวในประเทศไทย (เนชันจับมือกับซัมซุง) วิดเจ็ทสารพัดประโยชน์บนหน้าจอทีวี และตัวคอนเทนท์วิดีโอบนอินเทอร์เน็ตในขณะนี้ที่มีคุณภาพและมีความหลากหลายไม่ต่างจากคอนเทนท์บนทีวี ล้วนเสริมบารมีให้ทีวีอินเทอร์เน็ตเติบโตในปี 2010 อย่างต่อเนื่อง

อุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับทีวี 3 มิติอย่างแว่นตาก็เชื่อว่าจะได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องในปี 2010 ซึ่งล่าสุดมีการผลิตแว่นตา 3 มิติแบบไฟฟ้าด้วย คุณสมบัติคือการปรับเป็นภาพ 3 มิติให้อัตโนมัติ อำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้มากกว่าแบบไร้ไฟฟ้าที่ผู้บริโภคต้องปรับสายตาเอง ทั้งหมดนี้เป็นเพราะการเปิดตัวทีวี 3 มิติเพื่อเร่งทำตลาดในปี 2010 ของค่ายปลาดิบเช่น พานาโซนิก และโซนี่ ขณะที่ผู้ผลิตฝั่งเกาหลีระบุว่าจะมุ่งพัฒนาระบบกระจายสัญญาณภาพโทรทัศน์ 3 มิติเพื่อให้ผู้ใช้ได้รับอรรถรสสมจริงจากจอแก้วที่บ้าน

****6. อหังการเครือข่ายสังคม

เมื่อทุกอุปกรณ์ไอทีในปี 2010 ล้วนมีฟังก์ชันเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตยืนพื้น การขยายตัวของโซเชียลเน็ตเวิร์กหรือเครือข่ายสังคมจึงเป็นเรื่องที่หนีไม่พ้น เพราะเมื่ออินเทอร์เน็ตพร้อมเท่าไหร่ ผู้บริโภคก็พร้อมจะอัปเดทคอนเทนท์บนโซเชียลเน็ตเวิร์กมากเท่านั้น

ที่สำคัญ คอนเทนท์ที่เติบโตรวดเร็วจะมีผลต่อเสิร์ชเอนจิ้นหรือระบบค้นหาข้อมูลออนไลน์ในปี 2010 ด้วย เนื่องจากเสิร์ชเอนจินรายใหญ่อย่างกูเกิลและบิง ประกาศจับมือกับเครือข่ายสังคมทั้งเฟสบุ๊กและทวิตเตอร์เพื่อให้ชาวออนไลน์สามารถเสิร์ชพบข้อมูลอัปเดทนาทีต่อนาทีในเครือข่ายสังคมได้ กลายเป็นจุดเริ่มต้นของเรียลไทม์เสิร์ชในอนาคต

นอกจากเรียลไทม์เสิร์ช เชื่อว่าเครือข่ายสังคมจะให้กำเนิดตลาด"เรียลไทม์ช็อปปิ้ง" ในปี 2010 ด้วย เช่น การขายของผ่านทวิตเตอร์ ซึ่งผู้ใช้สามารถซื้อได้เลยขณะโฟลโลว์ เป็นต้น

ปัจจุบัน ประเทศไทยมีผู้ใช้เฟสบุ๊กทั้งสิ้น 1.6 ล้านคน และผู้ใช้ทวิตเตอร์ 30,000 คน คาดว่าจะมีการเติบโตราว 3 เท่าตัวในปี 2010

****7. ทอร์นาโดไฮสปีด

ทิศทางอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงนั้นมาแรงมากในปี 2010 สถิติผู้ใช้ในประเทศไทยบรอดแบนด์ขณะนี้มีจำนวนมากกว่า 2 ล้านรายแล้ว คาดว่าจะมีอัตราขยายตัวเกิน 3 ล้านรายในไม่กี่เดือนข้างหน้า ขณะที่ความเร็วอินเทอร์เน็ตสูงสุดในประเทศไทยขณะนี้คือ 30Mbps

เมื่ออินเทอร์เน็ตความเร็วสูงแพร่หลาย สิ่งที่จะเกิดคือความนิยมเรื่องไฟล์แชร์ริ่ง โดยเฉพาะการโหลดบิต ขณะเดียวกัน ภัยออนไลน์ทั้งภัยบ็อตเน็ตและหนอนคอมพิวเตอร์ก็จะหนักขึ้นด้วย โดยในปี 2010 เชื่อกันว่าโปรแกรมให้ผู้บริโภคสร้างมัลแวร์เองจะได้รับความนิยมแพร่หลายมากขึ้น รวมถึงภัยเมลหลอกลวงให้ช่วยเหลือสังคม และภัยคุกคามบนอุปกรณ์เชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ เช่น ไอโฟน ก็เชื่อว่าจะมีความเสียหายหนักกว่าเดิม

โครงข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงจะช่วยกระตุ้นตลาดสมาร์ทโฟนทั้งแอนดรอยด์ และไอโฟน แต่ก็จะกระตุ้นให้มีการขโมยทรัพยากรเครือข่ายมากขึ้นด้วย นอกจากนี้ ไวรัสบนเครือข่าย, ไวรัสบนวินโดวส์เซเว่น และไวรัสบนแมคอินทอชก็คาดว่าจะวาดลวดลายหนักข้อขึ้นในปี 2010

****8. สมาร์ทโฟนคำราม

เชื่อขนมกินได้เลยว่าสมาร์ทโฟนในปี 2010 จะแข่งขันดุเดือดกว่าทุกปีที่เป็นมา มีการคำนวณว่าสมาร์ทโฟนแอนดรอยด์ไม่ต่ำกว่า 50 เครื่องจะพากันแจ้งเกิดในปี 2010 พร้อมกับมีข่าวลือว่าไอโฟนรุ่น 4G จะแจ้งเกิดในเดือนกรกฏาคม 2010 โดยปรับให้มีกล้องดิจิตอลด้านหน้า พร้อมหน้าจอสว่างกว่าเดิม กล้อง 5.2 ล้านพิกเซล รองรับบลูทูธ

คำถามที่เกิดขึ้นคือเมื่อแอนดรอยด์และไอโฟนมาแรง ยักษ์ใหญ่โนเกียจะออกหัวก้อยอย่างไรต่อไป เป็นอีกเรื่องที่โลกต้องลุ้นกันในปี 2010 ขณะเดียวกัน ไมโครซอฟท์ก็ออกมายืนยันชัดเจนแล้วว่าวินโดวส์โมบายล์ 7 จะเปิดตัวในช่วงไตรมาส 4 ปี 2010 ความล่าช้าที่เกิดขึ้นย่อมมีผลต่อการทำตลาดของไมโครซอฟท์ด้วย

ในส่วนของตลาดแอปพลิเคชัน ตลาดแอนดรอยด์ถูกประเมินว่าจะมี 80,000 แอปพลิเคชันในปี 2010 จาก 20,000 แอปพลิเคชันในปี 2009 เทียบกับไอโฟนที่มีอยู่แล้วเกิน 100,000 แอปพลิเคชัน

บริษัทวิจัยตลาดประเมินกันว่าสมาร์ทโฟนจะมีสัดส่วนตลาดราว 38% ของตลาดรวมโทรศัพท์มือถือในปี 2013 เพิ่มขึ้นจาก 9% ในปี 2009

***9. Real 3G ยังไม่เห็น

ขณะนี้ ผู้บริโภคชาวไทยบางส่วนเริ่มได้เห็นบริการอินเทอร์เน็ต 3G จากโอเปอเรเตอร์บางค่ายแล้ว คาดว่าจะได้เห็นบริการเพิ่มขึ้นในช่วงกลางปี 2010 อย่างไรก็ตาม บริการประเภท Real 3G หรือบริการ 3G แบบของแท้บนคลื่นความถี่ 2100 MHz นั้นจะเกิดขึ้นในประเทศไทยไม่ทันปลายปี 2010 แน่นอน เนื่องจากโอเปอเรเตอร์จะต้องใช้เวลาติดตั้งระบบอย่างน้อย 6 เดือนหลังได้รับใบอนุญาตหรือไลเซนส์ 3G ซึ่งขณะนี้ก็ยังไม่มีความชัดเจนถึงกำหนดการอนุมัติไลเซนส์อย่างเป็นทางการ

****10. โลกใหม่เอ็มคอมเมิร์ซ

เอ็มคอมเมิร์ซ หรือ M-Banking บริการการเงินบนโทรศัพท์มือถือนั้นถูกมองว่าเป็นเทรนด์แรงของโลกในทุกๆปี แต่กลับไม่มีอิทธิพลเท่าที่ควรในประเทศไทยตลอดเวลาที่ผ่านมา แม้ทุกธนาคารจะมีให้บริการแล้ว แต่สิ่งที่ยังขาดอยู่เสมอคือความมั่นใจผู้บริโภค และพฤติกรรมการซื้อของคนไทยที่ไม่เอื้ออำนวย

ฉะนั้น ความชัดเจนว่ากระแสอินเทอร์เน็ตร้อนแรงในปี 2010 จะช่วยกระตุ้นให้บริการการเงินบนอุปกรณ์เคลื่อนที่เติบโตยิ่งขึ้น จึงถูกสั่นคลอนเพราะความไม่มั่นใจของผู้บริโภค เอ็มคอมเมิร์ซในปีนี้จึงยังไม่มีทิศทางชัดเจนว่าจะมีอิทธิพลเพิ่มขึ้นมากน้อยเท่าใด

**********

10 เทรนด์ไอทีนี้รวบรวมโดย "ประสิทธิ์ วรฉัตราวณิช" รองผู้จัดการทั่วไปและผู้อำนวยการฝ่ายนิวมีเดีย บริษัท เอ.อาร์.อินฟอร์เมชัน แอนด์ พับลิเคชัน จำกัด (ARiP) ผู้จัดงานคอมมาร์ท (Commart) ซึ่งคนไทยรู้จักกันดี

ประสิทธิ์บอกว่าพฤติกรรมผู้บริโภคไอทีประเทศไทยในปี 2010 จะเปลี่ยนมาเป็นการพิจารณา 3 ส่วนหลักก่อนตัดสินใจซื้อสินค้า ได้แก่ "แฟชั่น ฟังก์ชัน และราคา" ผลคือผู้ค้าในตลาดไอทีก็จะแข่งขันกันใน 3 เรื่องหลักตลอดปี 2010




นายรักคุด 122

วันอังคารที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2553

นักพัฒนาใน Android Market ชื่อว่า Droid09 ได้อัพโหลดแอพพลิเคชันทีเป็นมัลแวร์เข้าไป โดยแอพฯ ดังกล่าวจะหลอกว่าเป็นแอพพลิเคชันที่ออกจากทางธนาคารอย่างถูกต้อง แต่ความจริงมันเป็นแค่อินเตอร์เฟซเท่านั้น วัตถุประสงค์ของแอพฯต้องการขโมยข้อมูลส่วนตัวของเหยื่อ อย่างเช่น ล็อกอิน และพาสเวิร์ดของธนาคาร


ตอนแรกแอพพลิเคชันอันตรายตัวนี้ดูเหมือนตั้งใจจะหลอกผู้ใช้ที่เป็นลูกค้าของ First Tech Credit Union เท่านั้น แต่ทำไปทำมาเรื่องท่าจะไม่จบแค่นั้น โดยคำเตือนล่าสุดที่ออกมาก็คือ ผู้ใช้ที่ดาวน์โหลดแอพพลิเคชันจากนักพัฒนาที่ใช้ชื่อว่า Droid09 ให้รีบตรวจสอบว่ามันขอสิทธิ์ในการเข้าถึงข้อมูลส่วนไหนของระบบบ้าง และควรลบออกไปจากเครื่องโดยด่วน เนื่องจากมันอาจจะมีภัยอื่นๆ แฝงอยู่ด้วยก็ได้


แม้ว่าแอพพลิเคชันที่ไม่ประสงค์ดีเหล่านั้นจะถูกลบออกจาก Adroid Market แล้ว แต่มันอาจจะไม่ทันที่เหยื่อบางรายอาจโดนเล่นงานไปแล้วก็ได้ โดยในขณะที่แอพฯ ของแอปเปิล (Apple) จะมีขั้นตอนการรีวิวอย่างหนักก่อนที่จะปล่อยผ่านขึ้นไป แต่กูเกิ้ล (Google) กลับจะค่อนข้างสวนทางในเรื่องนี้ ทำให้การตรวจสอบแอพฯไม่มีความรัดกุมมากพอ ซึ่งนโยบายของแอปเปิลที่มีต่อการตรวจสอบแอพฯก็คือ "ปลอดภัยดีกว่าเสียใจ" ในขณะที่แอนดรอยด์เปิดโอกาสให้ผู้ใช้ตัดสินใจด้วยตนเองว่า มันปลอดภัยหรือไม่ที่จะเลือกใช้แอพฯเหล่านั้น

คำแนะนำสำหรับผู้ใช้แอพฯโมบายก็คือ ก่อนดาวน์โหลดควรตรวจสอบให้แน่ใจเสียก่อนว่า แอพพลิเคชันตัวนั้นมีการแนะนำโดยสื่อต่างๆ บ้างแล้ว ไม่ว่าจะเป็นแอพพลิเคชันใช้งาน หรือเกมส์ และต้องไม่ลืมที่จะตรวจสอบการอนุญาตด้วยว่า แต่ละแอพพลิเคชันต้องการเข้าถึงข้อมูลส่วนไหนบ้าง? อย่าคลิกปุ่ม Next และ OK โดยไม่อ่านรายละเอียดแต่อย่างใด




นายรักคุด 122

วันจันทร์ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2553

พายุไอทีลูกใหม่ ได้เวลาแห่งการเปลี่ยนแปลง  


อะไรจะเกิดขึ้นเมื่อเทคโนโลยีไอทีรูปแบบใหม่กำลังเคลื่อนตัวมาสร้างการเปลี่ยนแปลงในช่วงปี 2553 นี้ ทิศทางที่เป็นโกลบอลเทรนด์จะกำหนดการเปลี่ยนแปลงของประเทศไทยด้วยจริงหรือไม่ สองยักษ์ใหญ่ไอทีอย่างเดลล์และเอชพีกำลังจับจ้องจุดเปลี่ยนครั้งนี้และมีการเตรียมความพร้อมที่จะรองรับความต้องการใหม่ที่เกิดขึ้น เป็นสิ่งที่ต้องติดตามตลอดทั้งปี

"ถึงเวลาแล้วที่เทคโนโลยีรูปแบบใหม่จะได้รับการยอมรับจากตลาด"

เป็นคำกล่าวของ อโณทัย เวทยากร กรรมการผู้จัดการ บริษัท เดลล์ คอร์ปอเรชั่น (ประเทศไทย) จำกัด และว่า

แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีใหม่ที่จะเข้ามาช่วยขับเคลื่อนสร้างความต้องการใหม่ๆ ให้กับตลาดทั่วโลก รวมถึงตลาดประเทศไทย คงจะหนีไม่พ้น 4 เรื่องหลัก ได้แก่ เรื่องของเวอร์ชวลไลเซชั่น เทคโนโลยีคลาวด์คอมพิวติ้ง เรื่องของสตอเรจ และเรื่องของไมเกรชั่น โดยเดลล์มองว่าคลาวด์คอมพิวติ้งจะเป็นสิ่งที่ผู้คนที่เกี่ยวข้องกับไอทีให้ความสำคัญอย่างมากในปี 2553 นี้

เช่นเดียวกับเอชพีที่มองว่าโกลบอลเทรนด์ของปี 2553 นี้ ต้องยกให้กับคลาวด์คอมพิวติ้ง และเรื่องของดิจิตอลทรานสฟอร์เมชั่น

ทั้งนี้ การมาของเทคโนโลยีใหม่ในปี 2553 เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของธุรกิจ ที่วันนี้ยอมรับว่าไอทีเป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจ และมีส่วนสำคัญที่ทำให้ธุรกิจสามารถเติบโตได้ ไม่ว่าจะเป็นในยุคที่เศรษฐกิจเฟื่องฟู หรือในยุคที่เศรษฐกิจฝืด

ในภาวะปัจจุบันที่เป็นอยู่ทำให้บรรดาซีไอโอต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ต้องการลดค่าใช้จ่าย และความซับซ้อน ในขณะที่ต้องรักษาระบบเดิมที่มีค่าใช้จ่ายแพงและขั้นตอนต่างๆ แต่ด้วยบริการไอทีใหม่ๆ จะช่วยยกระดับซอฟต์แวร์ในรูปแบบการบริการ เพื่อแก้ปัญหาหลักเกี่ยวกับการจัดการอุปกรณ์แบบต่างๆ การมอนิเตอร์โครงสร้างพื้นฐานจากระยะไกล และความต่อเนื่องในการดำเนินธุรกิจและการทำระบบให้สอดรับกับนโยบาย ซึ่งแอปพลิเคชั่นซอฟต์แวร์ในรูปแบบบริการจะช่วยองค์กรธุรกิจลดค่าใช้จ่ายในการครอบครองระบบโดยรวมของโครงสร้างพื้นฐานระบบไอที ด้วยจำนวนพนักงานน้อยลงในขณะที่สามารถลดความซับซ้อนของการปฏิบัติการได้

จากปัจจัยดังกล่าวความต้องการเทคโนโลยีคลาวด์น่าจะเกิดขึ้นในปี 2553 เนื่องจากแพลตฟอร์มซอฟต์แวร์ในรูปแบบการบริการแบบคลาวด์ออติไมซ์ใหม่จากเดลล์ มีการนำเสนอการทำระบบที่สามารถตั้งค่าได้ มีทางเลือกที่ปรับแต่งค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นให้น้อยที่สุด เพื่อให้สามารถติดตั้งระบบได้อย่างรวดเร็ว เพียงมีแอปพลิเคชั่นและการบริการการจัดการที่ธุรกิจต้องการเพื่อเป้าหมายในการสร้างไอทีเพื่อความสำเร็จทางธุรกิจ

ในการบริการเหล่านี้ช่วยรับรองการทำงานต่างๆ ให้เกิดขึ้นได้อย่างอัตโนมัติ เช่น การจัดการระบบ การมอนิเตอร์จากระยะไกล และฟังก์ชั่นที่สนับสนุนให้เกิดความต่อเนื่องในการดำเนินธุรกิจ เพื่อลดค่าใช้จ่ายและความซับซ้อนในการจัดการระบบโครงสร้างพื้นฐานไอที โดยบริการที่เกิดขึ้นได้รับการออกแบบเพื่อขจัดปัญหาเรื่องความท้าทาย

จากผลการสำรวจของเอชพีได้มีการบ่งชี้ให้เห็นว่าผู้บริหารธุรกิจที่มีอำนาจในการตัดสินใจกว่าร้อยละ 90 เชื่อว่าในอีก 2-3 ปีข้างหน้าทิศทางธุรกิจจะยังคงเป็นเรื่องที่คาดการณ์ได้ยาก ส่งผลให้องค์กรธุรกิจร้อยละ 80 ยอมรับความจำเป็นในการยกระดับการเข้าถึงธุรกิจและเทคโนโลยี และคล่องตัวมากขึ้น

นอกจากความคล่องตัวแล้วผู้บริหารร้อยละ 84 ยังมีความเห็นว่านวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ๆ มีบทบาทสำคัญต่อการสร้างความสำเร็จให้กับองค์กร และร้อยละ 71 พร้อมอนุมัติการลงทุนด้านเทคโนโลยีที่จะช่วยตอบสนองความต้องการเพิ่มโอกาสทางธุรกิจและเร่งระยะเวลาในการทำตลาดขององค์กร

"เรามองว่าไอทีทำให้ธุรกิจฉลาดขึ้น" เบง เทค เลียง กรรมการผู้จัดการและผู้จัดการทั่วไป กลุ่มธุรกิจเอนเตอร์ไพรส์ บิสซิเนส บริษัท ฮิวเลตต์-แพคการ์ด (ประเทศไทย) จำกัด กล่าว

เมื่อเกิดเทคโนโลยีใหม่ๆ และองค์กรธุรกิจก็พร้อมที่จะลงทุนสำหรับไอทีรูปแบบใหม่ ทั้งเดลล์และเอชพีจึงได้มีการวางยุทธศาสตร์ทางธุรกิจที่จะเข้ามารองรับกับการให้บริการแบบโทเทิลโซลูชั่นที่เป็น end-to-end แบบครบวงจร

เอชพีนั้นมีไลน์ผลิตภัณฑ์ที่ครบวงจรที่พร้อมให้บริการแบบโทเทิลโซลูชั่น ที่ผ่านมาได้มีการปรับโครงสร้างภายในด้วยการซินเนอยี่ภายในกลุ่มเอชพีเอนเตอร์ไพรส์บิสซิเนสให้เป็นหนึ่งเดียว เพื่อทำให้สามารถตอบสนององค์กรธุรกิจได้ดียิ่งขึ้น

จุดเด่นของผลิตภัณฑ์ บริการและโซลูชั่นของเอชพีนั้น คือการมีทิศทางที่ชัดเจนที่จะเพิ่มความแข็งแกร่งด้านการแข่งขัน และลดความเสี่ยงด้วยการบริหารจัดการข้อมูลทางธุรกิจ การกำกับดูแลข้อมูล และการวิเคราะห์ธุรกิจ โดยมีนวัตกรรมที่เอชพีจะเร่งระยะเวลานำผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ออกสู่ตลาดให้เร็วยิ่งขึ้น พร้อมทั้งลดต้นทุนที่เกิดจากการสูญเสียเวลา โอกาส และความพยายามอย่างต่อเนื่อง โดยใช้เทคโนโลยีในการแก้ปัญหาเฉพาะทางได้อย่างตรงจุด นอกจากนี้ในด้านความยืดหยุ่น เอชพีสามารถปรับคืนสู่สมรรถนะการทำงานสูงสุดโดยใช้ระบบโครงการพื้นฐานแบบผนวก หลังจากมีการลดหรือขยายขั้นตอนการดำเนินงาน

โทเทิลโซลูชั่นลีดเดอร์ชิป
เป้าสำคัญของ "เดลล์"

เดลล์มีเป้าหมายใหญ่ที่จะเปลี่ยนตัวเองจากฮาร์ดแวร์ลีดเดอร์ชิปมาสู่โทเทิลโซลูชั่นลีดเดอร์ชิป ซึ่งในช่วงปี 2552 ที่ผ่านมาเดลล์มีการปรับปรุงองค์กรครั้งใหญ่ในลักษณะของทรานสฟอร์เมชั่นด้วยการปรับรูปแบบการทำงานในลักษณะของโกลบอลสตรักเจอร์ ในการเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้เดลล์สามารถตอบสนองกลุ่มลูกค้าในแต่ละกลุ่มได้ดียิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มองค์กรขนาดใหญ่ กลุ่มเอสเอ็มบี กลุ่มพับลิกเซกเตอร์ และกลุ่มคอนซูเมอร์

และจากการเดลล์มองว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงจากเทคโนโลยีทั้ง 4 ด้านหลักนั้น เดลล์มีผลิตภัณฑ์และบริการในลักษณะเช่นเดียวกับเอชพีที่เรียกว่าโทเทิลโซลูชั่น ซึ่งพร้อมที่จะนำเสนอบิสซิเนสแอปพลิเคชั่นให้ทันกับความต้องการของตลาด โดยมีอินฟราสตรักเจอร์ต่างๆ รองรับไว้อย่างครบครัน

อย่างไรก็ตาม โจทย์ใหญ่ของทั้งเดลล์และเอชพี คือทำอย่างไรให้องค์กรธุรกิจตัดสินใจที่จะเพิ่มสัดส่วนการลงทุนไอทีที่มากขึ้น เนื่องจากทุกองค์กรธุรกิจต่างๆ ลดเงินลงทุนไอทีใหม่ๆ แต่เน้นสัดส่วนงบประมาณไปที่การดูแลจัดการระบบไอทีเดิมมากกว่า ซึ่งในความเป็นจริงแล้วหากองค์กรธุรกิจตัดสินใจลงทุนไอทีใหม่ ในระยะยาวแล้วจะคุ้มค่ามากกว่าที่จะดูแลระบบไอทีแบบเดิมๆ ที่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มสูงขึ้นตลอดเวลา ที่สำคัญไอทีรูปแบบใหม่ช่วยให้ธุรกิจสร้างแต้มต่อสำหรับการแข่งขันได้ดีกว่าแบบเดิมด้วย

"เราต้องแสดงให้ธุรกิจเห็นว่าการลงทุนเทคโนโลยีไอทีใหม่คุ้มค่าจริงๆ" อโณทัย กล่าวและว่า "ความเชื่อของค่ายไอทีวันนี้เชื่อว่าปี 2553 น่าจะเป็นปีที่ดีที่ตลาดไอทีจะโตได้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของเทคโนโลยีใหม่ที่จะทำให้เกิดการซื้อบริการมากยิ่งขึ้นกว่าช่วงปี 2552 ที่ผ่านมา"




นายรักคุด 122

แก้เกมไมโครซอฟท์บี้ละเมิดลิขสิทธิ์ ภาครัฐสั่งถอด"ออฟฟิศ"หนุนใช้โอเพ่นซอร์ซแทน  

รัฐบาลไทยชูธงใช้ "โอเพ่นซอร์ซ" แก้ปัญหาการใช้ซอฟต์แวร์ละเมิดลิขสิทธิ์ หน่วยงานราชการตื่นตัว ร่อนเอกสารแจ้งหน่วยงานในสังกัดทั่วประเทศถอด "ไมโครซอฟท์ออฟฟิศ" ละเมิดลิขสิทธิ์ออก หนุนใช้ "โอเพ่นซอร์ซ" แทน หลังโดนไมโครซอฟท์กดดันหนัก ซิป้าเดินหน้าประเดิมจับมือ 3 กระทรวงหลักส่งเสริมการใช้โอเพ่นซอร์ซเต็มสตรีม แจกคู่มือ พร้อมเดินสายจัดฝึกอบรมให้นักเรียน อบจ. อบต. ยันศักยภาพไม่แพ้ซอฟต์แวร์ลิขสิทธิ์


แหล่งข่าวจากวงการคอมพิวเตอร์เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ในช่วงปลาย ปี 2552 มีหน่วยงานราชการหลายแห่งได้มีการร่วมมือกับสำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือซิป้า ในการหันมาส่งเสริมการใช้ซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์ซแทน เช่นกรณีที่นายจีรศักดิ์ สุคนธชาติ อธิบดีกรมการจัดหางาน ได้ออกหนังสือแจ้งให้ผู้อำนวยการสำนักจัดหางานทุกจังหวัดทั่วประเทศ ให้ดำเนินการล้างโปรแกรมไมโครซอฟท์ออฟฟิศ ละเมิดลิขสิทธิ์ออกจากเครื่องคอมพิวเตอร์ของสำนักงานทุกแห่งโดยเร่งด่วน โดยให้นำซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์ซ สำหรับใช้แทนโปรแกรมไมโครซอฟท์ออฟฟิศไปใช้งานแทน

พร้อมกันนี้ทางกรมการจัดหางานได้ส่งแผนโปรแกรมโอเพ่นซอร์ซที่ได้รับจากซิป้า จำนวน 2 แผ่นพร้อมแฟ้มคู่มือการติดตั้งและสอนการใช้งานไปให้

แหล่งข่าวจากวงการคอมพิวเตอร์เปิดเผยว่า สืบเนื่องจากในช่วงที่ผ่านมา ไมโครซอฟท์ได้มีความเคลื่อนไหวในการปราบปรามการใช้ซอฟต์แวร์ละเมิดลิขสิทธิ์อย่างหนักทั้งในหน่วยงานภาคเอกชนและหน่วยงานภาครัฐ โดยมีการร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการตรวจค้นองค์กรธุรกิจเพื่อผลักดันการใช้ซอฟต์แวร์ลิขสิทธิ์ รวมถึงมีการกดดันทางหน่วยงานภาครัฐซึ่งพบว่ายังมีหน่วยงานหลายแห่งมีการใช้ซอฟต์แวร์ละเมิดลิขสิทธิ์ โดยเฉพาะโปรแกรมไมโครซอฟท์ออฟฟิศ

นาวาตรีวุฒิพงศ์ พงศ์สุวรรณ รองผู้อำนวยการถ่ายทอดเทคโนโลยี รักษาการผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ ซิป้า กล่าวกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า การส่งเสริมการใช้โปรแกรมโอเพ่นซอร์ซ ถือเป็นภารกิจหลักของซิป้าที่ได้ดำเนินการมาตลอดตั้งแต่ตั้งหน่วยงานมา แต่เนื่องจากในช่วงปีที่ผ่านมาบริษัทเจ้าของลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์เข้มงวดกับการละเมิดลิขสิทธิ์ จึงเป็นโอกาสที่ดีของซิป้าที่จะรณรงค์การใช้โอเพ่นซอร์ซในประเทศไทยให้เข้มข้นขึ้น

โดยตั้งแต่เดือน ต.ค.ที่ผ่านมา ซิป้าได้ร่วมมือกับกระทรวงมหาดไทย กระทรวงแรงงาน และกระทรวงศึกษาธิการ ในการรณรงค์ให้หน่วยงานภายใต้สังกัด ทั้งในส่วนกลางและองค์การบริหารท้องถิ่น เลิกใช้ซอฟต์แวร์ที่ละเมิดลิขสิทธิ์ และสนับสนุนให้ใช้โปรแกรมโอเพ่นซอร์ซแทน

"โปรแกรมโอเพ่นซอร์ซในปัจจุบัน มีคุณภาพสูงมากแล้ว ไม่ใช่แค่พอใช้งานได้ แต่ต้องถือว่าใช้งานได้ดี เพียงแต่อุปสรรคสำคัญคือ ผู้ใช้ยังไม่มั่นใจ ซึ่งสาเหตุเพราะยังไม่คุ้นเคย ไม่เคยลองใช้ ซิป้าจึงจะสนับสนุนในส่วนนี้ ทั้งการเผยแพร่โปรแกรม และการอบรมการใช้งาน ทั้งการจัดทำคู่มือ ซีดี สื่อการสอนออนไลน์ การฝึกอบรมตามศูนย์ของซิป้าที่กระจายอยู่ตามภูมิภาคต่าง ๆ เพราะมั่นใจว่าหากได้ลองใช้แล้วแทบจะไม่รู้สึกถึงความแตกต่างกับการใช้งานโปรแกรมลิขสิทธิ์ทั่ว ๆ ไป สามารถใช้งานแทนกันได้"

ที่ผ่านมาทางซิป้าได้เข้าไปอบรมให้กับโรงเรียนอาชีวะ องค์การบริหารส่วนจังหวัด องค์การบริหารส่วนตำบล หลายรุ่นแล้ว โดยเริ่มจากจังหวัดที่ซิป้ามีสำนักงานตั้งอยู่ อาทิ นครราชสีมา รวมถึงการกระจายความรู้ผ่านครูต้นแบบของ สสวท. ที่มีกว่า 400 คนทั่วประเทศ

"เนื่องจากงบประมาณที่จำกัด จึงต้องเน้นการอบรมโฟกัสเป็นจุด ๆ ก่อนจะขยายผลต่อเนื่อง เพื่อให้การกระจายความรู้ในวงกว้าง ซึ่งหากรัฐต้องการให้มีการขยายผล อย่างรวดเร็ว คงต้องมีงบประมาณสนับสนุนเพิ่มกว่านี้"

ปัญหาการใช้ซอฟต์แวร์ที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ส่งผลกระทบหลายด้านกับประเทศ โดยเฉพาะการเจรจาการค้า หรือการได้รับความช่วยเหลือในด้านอื่น ๆ ซึ่งการใช้โปรแกรมโอเพ่นซอร์ซจะเป็นทางออกสำหรับปัญหานี้ ขณะเดียวกันยังช่วยลด ค่าใช้จ่ายและการขาดดุลการค้าจากค่าลิขสิทธิ์การใช้โปรแกรมต่าง ๆ อีกทางหนึ่งด้วย

"ซิป้าจะเน้นการขอความร่วมมือโดยสมัครใจ ไม่บังคับ เพราะไม่ใช่หน่วยงานที่มีหน้าที่จับกุม แต่เป็นหน่วยที่หาทางออกให้สังคม ความร่วมมือกับทั้ง 3 กระทรวงที่เกิดขึ้น เชื่อว่าจะทำให้เกิดการใช้งานโอเพ่นซอร์ซมากขึ้น เพราะเพียง 3 แห่งก็มีหน่วยงานใต้สังกัดครอบคลุมราว 60-70% ของ ข้าราชการทั้งหมดแล้ว"

นอกจากนี้ยังเริ่มประสานเพื่อขอความร่วมมือกับกระทรวงกลาโหม และในเร็ว ๆ นี้จะมีการลงนามในบันทึกความร่วมมือครั้งใหญ่ระหว่างกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสาร (ไอซีที) กับกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อพัฒนาความร่วมมือในการสนับสนุนการใช้โอเพ่นซอร์ซให้มากขึ้น นอกเหนือจากการฝึกอบรมการใช้ให้นักเรียนคุ้นเคยกับการใช้โอเพ่นซอร์ซ ที่ซิป้าให้ความช่วยเหลืออยู่แล้ว

แต่ละปีซิป้าได้จัดสรรงบประมาณราว 10% หรือ 20 ล้านบาทเพื่อส่งเสริมการใช้งานโอเพ่นซอร์ซ ผ่านการแจกจ่ายโปรแกรม คู่มือและการอบรมการใช้งาน โดยมีเป้าหมายจะเพิ่มอัตราการใช้งานโอเพ่นซอร์ซในประเทศไทยให้ถึง 30% หรือราว 3 ล้านเครื่องภายใน 5 ปีข้างหน้า

นอกจากนี้ในการประชุมหัวหน้าส่วนราชการระดับปลัดกระทรวงทั้งหมด เมื่อ 14 ธ.ค. 2552 ที่กระทรวงไอซีที นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้ย้ำให้หน่วยงานราชการต่าง ๆ ลดอัตราการใช้ซอฟต์แวร์ละเมิดลิขสิทธิ์ โดยให้หันมาส่งเสริมการใช้ซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์ซ




นายรักคุด 122

ทีโอทีเล็งทุ่ม2พันล้านเพิ่มเครือข่าย3จี  


นายวรุธ สุวกร กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ. ทีโอที กล่าวว่า ทีโอที เตรียมจัดสรรงบประมาณกว่า 2 พันล้านบาท เพื่อลงทุนสถานีฐานรองรับการให้บริการมือถือระบบ 3 จี ในชื่อ "ทีโอที 3 จี" ในกรุงเทพฯ และปริมณฑลเพิ่มเติม ทั้งในและนอกอาคาร เพื่อให้สัญญาณครอบคลุมทุกพื้นที่ ซึ่งคาดว่าหากได้รับการอนุมัติในต้นเดือน ม.ค.นี้ จะใช้เวลาติดตั้งระบบโครงข่ายเสร็จตามแผนงานใน 3 เดือน

ขณะที่ความคืบหน้าการให้บริการ 3 จี ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลนั้น ปัจจุบันมีผู้ใช้บริการกว่า 1 หมื่นเลขหมาย หลังการเปิดตัวให้บริการราว 1 เดือน คาดว่าภายในไตรมาสแรกปีนี้ น่าจะมีลูกค้าถึง 5 แสนเลขหมาย ซึ่งทีโอทีจะเร่งเข้าไปปรับปรุงคุณภาพสัญญาณในบริเวณอาคาร เพื่อให้บริการได้ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม คาดว่าน่าจะเป็นตัวผลักดันให้ยอดขายเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ได้

นอกจากนี้ ฝ่ายบริหารทีโอที เตรียมเสนอแผนการลงทุนติดตั้งโครงข่าย 3 จีเพิ่มให้คณะกรรมการ (บอร์ด) ในส่วนเพิ่มสถานีฐานให้บริการ 3 จีที่พัทยา อีกจำนวน 2 ไซต์ เพื่อติดตั้งได้ภายใต้ไตรมาสแรกนี้ ส่วนงบประมาณเป็นงบขององค์กรเองที่เตรียมไว้ในแผนการขยายโครงข่ายกรุงเทพฯ และปริมณฑลเดิมอยู่แล้ว คาดว่าใช้งบไม่เกิน 10 ล้านบาท

ทั้งนี้ หากคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติแผนงานการติดตั้ง 3 จี ทั่วประเทศแล้ว ทีโอที จะเร่งดำเนินการติดตั้งสถานีฐานเพื่อให้บริการ 3 จี ในเมืองท่องเที่ยวอย่าง ภูเก็ต ขอนแก่น เชียงใหม่ หาดใหญ่ สุราษฎร์ธานี และนครราชสีมา ต่อไป ซึ่งประชาชนในพื้นที่จังหวัดใหญ่ๆ และจังหวัดท่องเที่ยวมีลูกค้าที่ต้องการใช้งานประเภทสื่อสารข้อมูล (ดาต้า) สูง

ด้านนายวิเชียร นาคสีนวล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ทีโอที กล่าวว่า ขณะนี้ บมจ. สามารถ-ไอโมบาย จำกัด ได้ยื่นขอเลขหมายเพิ่มอีกจำนวน 5 หมื่นเลขหมาย หลังจากที่ผ่านมา ทีโอทีได้อนุมัติไปแล้วจำนวน 2 หมื่นเลขหมาย อย่างไรก็ตาม ทีโอทีก็มีความพร้อมหากเอกชนที่เช่าใช้โครงข่ายแบบเอ็มวีเอ็นโอ (ขายส่งบริการ) จะเข้ามายื่นขอเลขหมายเพิ่มเติม ส่วนเอ็มวีเอ็นโอรายอื่นๆ ได้แจ้งว่าพร้อมทำตลาดกลางเดือน ม.ค.นี้

แหล่งข่าว จาก บมจ.สามารถ ไอ-โมบาย กล่าวว่า สามารถฯ ให้บริการเกือบครบ 1 เดือนหลังจากทีโอที 3 จี เปิดตัวสู่ตลาดมีกระแสตอบรับจากลูกค้ากลุ่มเป้าหมายเป็นอย่างดี ทั้งกลุ่มนักธุรกิจ นักศึกษา และผู้สนใจ แม้ว่าช่วงเปิดตัว 1-2 สัปดาห์แรก จะ "อืด" ไปบ้าง เนื่องจากกลุ่มเป้าหมายไม่มั่นใจเรื่องพื้นที่มีสัญญาณใช้งานจะครอบคลุมมากเพียงใด

"ปัจจุบันยอด 2 หมื่นซิมแรกหมดจากสต็อกแล้ว ส่วนการเปิดเลขหมายใช้งานจริงยังเหลือเล็กน้อย จึงได้ทำเรื่องขอเลขหมายเพิ่มจากทีโอที ไป 5 หมื่นเลขหมายดังกล่าว โดยตั้งเป้าจัดจำหน่ายได้หมดภายใน 6 เดือนเป็นอย่างช้า โดยกลางเดือน ม.ค.นี้ บริษัทเตรียมออกแพ็คเกจโปรโมชั่นใหม่ เพื่อดึงลูกค้าเข้าสู่ระบบให้เร็ว และมากขึ้น" แหล่งข่าวกล่าว




นายรักคุด 122

ระดม7หน่วยงาน ปั้นไอซีทีเน็ตเวิร์ก ลุย"ทีวีดาวเทียม"  

กระทรวงไอซีทีเปิดตัว "ไอซีที เน็ตเวิร์ก" ทีวีเผยแพร่ความรู้เทคโนโลยีสารสนเทศจาก 7 หน่วยงานในสังกัด ดึงกันตนาเป็นที่ปรึกษาดูแลเทคนิคและการจัดผังรายการ ดีเดย์ออกอากาศ 14 กุมภาฯปีหน้า ถ่ายทอดสดงาน "3จีเอสเอ็ม" จากสเปน

ร.ต.หญิงระนองรักษ์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) กล่าวในพิธีเปิดงาน "เชียงใหม่ เอ็มไอซีที สร้างคน สร้างชาติ" ณ หอประชุมมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ว่า กระทรวงเตรียมจะให้มีอีก 1 ช่องทางการเรียนรู้ที่ยิ่งใหญ่ โดยการเปิดสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมของกระทรวงภายใต้ชื่อ "ไอซีที เน็ตเวิร์ก" เพื่อเป็นช่องทางในการนำเทคโนโลยีจากทุกมุมโลกสู่คนไทยทั่วประเทศ ตามปณิธานของกระทรวงที่จะนำไอซีทีไป เผยแพร่ให้ถึงทุกชุมชน เพื่อลดความเหลื่อมล้ำด้านเทคโนโลยีระหว่างคนในสังคมเมืองและส่วนภูมิภาค

"โดยจะเปิดตัวให้บริการอย่างเป็นทางการ 14 กุมภาพันธ์ 2553 แน่นอนโดยจะถ่ายทอดงานมหกรรมไอทีระดับโลกจากเมืองบาร์เซโลนา ประเทศสเปน ส่งตรงถึงประเทศไทย ซึ่งโครงการนี้ได้มอบหมายให้ทาง บมจ.กสท โทรคมนาคม เป็น ผู้ดำเนินการทั้งหมด"

นายจิรายุทธ รุ่งศรีทอง กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.กสท โทรคมนาคม กล่าวว่า ไอซีที เน็ตเวิร์ก จะเป็นช่องทางสำหรับ 7 หน่วยงาน ใต้สังกัดกระทรวง ไอซีที ทั้งทีโอที, กสท โทรคมนาคม, ไปรษณีย์ไทย, สำนักงานส่งเสริมอุตสาห กรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ (ซิป้า), สำนักงานสถิติแห่งชาติ, กรมอุตุนิยมวิทยา, ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ นำผลงานและความรู้ด้านไอซีที รวมถึงความเคลื่อนไหวต่าง ๆ มาเผยแพร่ให้กับประชาชนทั่วประเทศ ตามนโยบายของรัฐมนตรีไอซีที

โดยเช่าช่องสัญญาณดาวเทียมไทยคม ออกอากาศเป็นช่องพิเศษผ่านดาวเทียม รวมถึงการเข้าร่วมกับเคเบิลท้องถิ่นที่มีอยู่แล้ว และการเผยแพร่ผ่านอินเทอร์เน็ตด้วยระบบไอพีทีวี เรียกว่าเป็นการออกอากาศไปทุกช่องทาง รวมถึงรับชมผ่านทางโทรศัพท์เคลื่อนที่ด้วย โดยมีเป้าหมายจะออกอากาศตลอด 24 ชั่วโมง แต่คงจะต้องพัฒนาอย่างค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งได้ทางบริษัทกันตนาเข้ามาช่วยให้คำปรึกษา เนื่องจากหน่วยงานสังกัดไอซีทีส่วนใหญ่จะมีความเชี่ยวชาญด้านโครงข่าย แต่ไม่มีประสบการณ์โดยตรงด้านการออกอากาศทีวี

นอกจากนี้จะมีบริษัทเอกชนที่มีความเชี่ยวชาญในการผลิตรายการไอที นำคอนเทนต์ที่น่าสนใจมาเข้าร่วมโครงการด้วย อาทิ บริษัท สเปซ อินเตอร์แอคทีฟ, บริษัท โชว์ไร้ขีด จำกัด, บริษัท เซเลบรัม, บริษัท ฟุ๊คดุ๊ก จำกัด ซึ่งบริษัทเหล่านี้มีคอนเทนต์ที่ออกอากาศอยู่แล้ว ก็เป็นการรวบรวมมาออกอากาศผ่านอีกช่องทางหนึ่ง

สำหรับการเปิดตัวในวันแรกจะเป็นการถ่ายทอดสดบรรยากาศงาน 3จีเอสเอ็ม ซึ่งเป็นงานเอ็กซ์โปเกี่ยวกับเทคโนโลยี 3จี ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ผ่านทาง http://www. ictnetwork.tv

นายจิรายุทธกล่าวว่า สำหรับงบประมาณที่จะใช้ในโครงการนี้จะเป็นการร่วมลงทุนระหว่าง 3 หน่วยงานหลักของ ไอซีที โดยทีโอทีจะลงทุนด้านอาคารสถานที่จะใช้เป็นสตูดิโอรายการ กสทฯจะลงทุนด้านอุปกรณ์ในการออกอากาศ ขณะที่ซิป้าจะนำคอนเทนต์ต่าง ๆ มาร่วมลงทุนด้วย คาดว่าจะใช้เงินทั้งหมดราว 20-30 ล้านบาท

แต่เนื่องจากยังอยู่ในช่วงเริ่มโครงการ จึงยังไม่สามารถแจกแจงรายละเอียดทั้งหมดได้ว่า ใครจะเป็นผู้เช่าช่องสัญญาณดาวเทียม หรือเป็นแกนหลักในการดูแลสถานี คาดว่าในกลางเดือนหน้าจะสามารถเปิดเผยรายละเอียดโครงการทั้งหมดได้ แต่เชื่อว่าด้วยเทคโนโลยีในปัจจุบันจะไม่ต้องใช้เงินลงทุน หรืออุปกรณ์ที่ซับซ้อนมาก

"โครงการนี้ไอซีทีเป็นเจ้าภาพหลัก มี เป้าหมายสำคัญคือให้เป็นแหล่งความรู้ด้านไอซีทีให้กับประชาชน และพร้อมเปิดกว้างให้กับเอกชนด้านโทรคมนาคมเข้าร่วมโครงการได้หากสนใจ"

ด้านนายจาฤก กัลย์จาฤก ประธานกรรมการบริหาร บริษัท กันตนา กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า บริษัทยังไม่ได้เซ็นสัญญากับไอซีทีหรือหน่วยงานในสังกัด เพื่อเข้ามาดูแลโครงการนี้ เพียงแต่กระทรวงได้ขอให้มาช่วยเป็นที่ปรึกษาในการจัดผังรายการเทคนิคที่จะเลือกใช้ในการออกอากาศ วิธีการเชื่อมโยงระบบ ซึ่งไอซีที เน็ตเวิร์ก จะเป็นสถานีทีวีผ่านดาวเทียมที่ผนวกเข้ากับเทคโนโลยีดิจิทัลทีวี จึงสามารถรับชมผ่านทั้งจานดาวเทียม ไอพีทีวี และโมบายทีวี




นายรักคุด 122

แกะรอย "ศูนย์ไอซีทีชุมชน" เส้นทางสร้างคน สร้างโอกาส  

หากจะพูดถึงผลงานของกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) "ศูนย์การเรียนรู้ไอซีทีชุมชน" ถือเป็นภารกิจสำคัญของกระทรวง ในการตอบโจทย์การลดช่องว่างการเข้าถึงเทคโนโลยีของประชาชน เพื่อให้เกิดการความเท่าเทียมในการแสวงหาความรู้ของประชาชนในทุกพื้นที่

และเมื่อเอ่ยถึงศูนย์ไอซีทีชุมชน คน ทั่ว ๆ ไป มักจะนึกถึงภาพของศูนย์รวมของคอมพิวเตอร์ที่ตั้ง ๆ ให้ใช้งาน ไม่แตกต่างจากร้านอินเทอร์เน็ตคาเฟ่ที่เปิดอยู่ทั่วทุกจังหวัด แต่ในความเป็นจริงแล้วภายในศูนย์มีเรื่องราวมากมายกว่านั้น

"สือ ล้ออุทัย" ปลัดกระทรวงไอซีที ถ่ายทอดความประทับใจจากการเดินสายเปิดศูนย์การเรียนรู้ชุมชนมาแล้วทุกจังหวัดทั่วประเทศว่า แม้หลาย ๆ ที่จะต้องนั่งรถไปไกล แต่ก็ได้ผลตอบแทนเป็นรอยยิ้มของชาวบ้านที่มาร่วมพิธีเปิด

"ยังจำไม่ลืมในหลาย ๆ ที่ อย่าง ร้อยเอ็ด สงขลา เห็นแล้วชื่นใจ ชาวบ้านยิ้มแย้มมีความสุขมากที่จะได้มีคอมพิวเตอร์มีอินเทอร์เน็ตไว้ใช้ แล้วไม่ใช่แค่เด็ก ๆ แม้แต่ผู้ใหญ่ที่สูงวัยหน่อยก็เช่นกัน ดูสีหน้าแววตาแล้วรู้เลยว่า

มาจากใจไม่ใช่ถูกเกณฑ์มา อย่างบางคนก็มาเล่าให้ฟังว่า ทำงานฝีมือค้าขายเป็นอุตสาหกรรมเล็ก ๆ ปกติติดต่อลูกค้าทางอีเมล์ตอนไม่มีศูนย์ไอซีทีต้องนั่งรถเข้าไปตัวอำเภอทุกอาทิตย์ เพื่อไปร้านอินเทอร์เน็ตคาเฟ่ มีศูนย์มาเปิดก็ดีใจ สะดวกขึ้นเยอะ"

ตั้งแต่เริ่มโครงการในปี 2550 ปัจจุบันกระทรวงมีศูนย์การเรียนรู้ไอซีทีชุมชนอยู่ครบทุกจังหวัด รวมแล้ว 277 แห่ง ทั่วประเทศ และในปีงบประมาณ 2553 กระทรวงได้แปลงงบประมาณที่เหลือจากการจัดซื้อสมาร์ตการ์ด นำมาเปิดไอซีทีชุมชนอีก 600 แห่ง เพื่อกระจายลงไปถึงทุกอำเภอ โดยหวังว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการลดช่องว่างในการเข้าถึงข้อมูลเพื่อพัฒนาศักยภาพของประชาชน

"ตอนแรกก็คิดไม่ถึงว่า ชาวบ้านจะเอาศูนย์นี้ไปใช้ประโยชน์ได้มากมาย แรก ๆ คิดว่าเป็นการช่วยเด็ก ๆ นักเรียนนักศึกษาในการแสวงหาความรู้ ให้เป็นที่ค้นข้อมูล พิมพ์รายงานตามที่คุณครูสั่งเท่านั้น แต่ปรากฏว่าคนในชุมชนนำไปพัฒนาต่อยอดได้ทุกเพศทุกวัย ไม่ใช่แค่เรื่องเรียน แต่ทั้งการเกษตร อาชีพ การพัฒนาคุณภาพชีวิต"

ตัวอย่างของการนำศูนย์ไอซีทีฯ ไป ต่อยอดภายในชุมชน มีทั้งการใช้อุปกรณ์และสถานที่ของศูนย์ เพื่อฝึกอบรมความรู้ด้านไอทีให้กับผู้สนใจในชุมชน ซึ่งเป็น 1 ในเงื่อนไขที่กระทรวงกำหนดขึ้นให้กับทุกศูนย์ ที่จะต้องจัดฝึกอบรมให้กับคนในชุมชนอย่างน้อย 5 เท่าของจำนวนเครื่องที่ได้รับ

"เบื้องต้นศูนย์จะอบรมการใช้คอมพิวเตอร์ อินเทอร์เน็ตให้กับคนในชุมชน ซึ่งได้รับความสนใจมากจากทุกเพศทุกวัย และในแต่ละศูนย์ก็จะมีการเปิดหลักสูตรอบรมต่าง ๆ เพิ่มตามความต้องการของคนในชุมชน"

นอกจากนี้ทุกศูนย์ยังมีการทำเว็บไซต์ของตัวเอง เพื่อเผยแพร่ข้อมูลภายในชุมชน รวมถึงกิจกรรมต่าง ๆ ซึ่งกลายเป็นช่องทางหนึ่งในการต่อยอดทำธุรกิจของคนในชุมชน ทั้งการผลิตสินค้าแล้วนำไปขายบนเว็บไซต์ กลายเป็นธุรกิจอีคอมเมิร์ซ อย่างชุมชนของวัดโพธิ์การาม อ.ปทุมรัตต์ จ.ร้อยเอ็ด ที่มีเจ้าอาวาสวัดเป็นผู้นำ มีการรวมกลุ่มกันผลิตงานหัตถกรรม อาทิ พวงกุญแจ ของที่ระลึกที่ราคาไม่แพง แล้วโพสต์ขายบนเว็บไซต์ชุมชน จนมีลูกค้าจากทั้งญี่ปุ่น อิสราเอล มาสั่งผลิตจนคิวงานเต็มทั้งปี ผลิตกันไม่ค่อยทัน

หรือการเผยแพร่แหล่งท่องเที่ยว และโฮมสเตย์ของคนในชุมชนที่อำนาจเจริญ ที่ใช้กิจกรรมจักรยานเสือภูเขา เน้นการ ท่องเที่ยวเชิงนิเวศวิทยาเป็นจุดเด่น ซึ่งส่วนใหญ่ลูกค้าเป็นชาวต่างประเทศที่นิยมหาข้อมูลผ่านเว็บไซต์ ก็สามารถสร้างชุมชนให้เป็นที่รู้จัก ทำธุรกิจท่องเที่ยวเล็ก ๆ ได้

แม้แต่การใช้เพื่อหาความรู้จากโลก ออนไลน์ธรรมดา ๆ ก็ช่วยพัฒนาต่อยอดการทำงานของคนในชุมชนได้ ทั้งเกษตรกรที่สามารถเข้าไปค้นข้อมูลเพื่อพัฒนาการเพาะปลูก จากเว็บไซต์กระทรวงเกษตร กรมพัฒนาที่ดิน ฯลฯ หรืออย่างชุมชนใน จ.สตูล ก็ได้เรียนรู้เทรนด์แฟชั่นเครื่องประดับไข่มุก จากเว็บไซต์ต่าง ๆ นำไปพัฒนารูปแบบการผลิตของชาวบ้านให้ถูกใจตลาดมากขึ้น

ปลัดกระทรวงไอซีทีกล่าวว่า ปัญหาสำคัญที่ทำให้การกระจายศูนย์ไปทุกตำบลไม่ได้อย่างใจคิด เพราะคนส่วนใหญ่คิด ว่ากระทรวงจะให้ฟรีทุกอย่าง แต่ด้วย งบประมาณจำกัด และความต้องการให้ชุมชนเข้ามามีบทบาทในการดูแล เกิดความรู้สึกเป็นเจ้าของ โครงการนี้จึงกำหนดให้ชุมชนที่จะเป็นที่ตั้งศูนย์ ต้องรับภาระค่าไฟฟ้าของศูนย์ด้วย และหลังจากครบกำหนดเข้าร่วมโครงการ 1 ปี จะต้องรับภาระค่าอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงและค่าบำรุงรักษาคอมพิวเตอร์ด้วย จึงทำให้หลายชุมชนลังเลที่จะเข้าร่วมโครงการ

นี่จึงเป็นสาเหตุหนึ่งที่ปลัดไอซีทีลงพื้นที่เปิดศูนย์ด้วยตัวเอง เพราะเมื่อปลัดกระทรวงไป ผู้หลักผู้ใหญ่ในท้องถิ่นก็จะมาร่วมงาน ทำให้ได้ทราบปัญหา และยินดีช่วยสนับสนุนงบประมาณให้กับชุมชน เพราะค่าใช้จ่ายเหล่านี้มีเพียงเล็กน้อย ทางองค์การ บริหารส่วนท้องถิ่น อย่าง อบจ. อบต. หรือแม้แต่จังหวัด มีงบประมาณเพียงพอที่จะสนับสนุนอยู่แล้ว

"โครงการนี้ถือเป็นความร่วมมือระหว่างกระทรวงกับชุมชน เราไม่ได้แค่นำคอมพิวเตอร์ไปให้อย่างเดียว ทางชุมชนต้องกระตือรือร้นในการเตรียมสถานที่ให้พร้อม หาคนมาดูแลบริหารศูนย์ให้ได้ก่อน เราถึงเข้าไปประเมินความพร้อม เพื่อพิจารณาว่าเหมาะสมที่จะเข้าร่วมโครงการหรือไม่ เพราะไม่ต้องการให้ศูนย์เป็นแค่การนำเครื่องไปตั้งทิ้งไว้ แต่ต้องการให้โครงการยั่งยืน สามารถยืนอยู่ได้ด้วยตัวเองในปีต่อ ๆ ไป"

และหลังจากผ่านการประเมินแล้ว ผู้ที่ดูแลศูนย์ก็ต้องเข้าอบรมเสริมความรู้กับกระทรวงทุกปี เข้าร่วมเป็นเครือข่ายผู้ดูแลศูนย์ที่พร้อมจะช่วยเหลือ แก้ไขปัญหาซึ่งกันและกันตลอดเวลา รวมถึงมีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการดูแลบริหารศูนย์ ทำให้เกิดกิจกรรมหรือโครงการใหม่ ๆ ต่อยอดขึ้นไปอีก ซึ่งเครือข่ายนี้ ปัจจุบันมีบุคลากรที่มีความสามารถทั้งด้านเทคนิค การพัฒนาแอปพลิเคชั่นต่าง ๆ กลายเป็นผลพลอยได้อีกอย่างของโครงการ

"อย่างศูนย์กว่า 60 แห่งที่เข้าร่วมโครงการครบ 1 ปีแล้ว ก็สามารถดูแลตัวเอง อาจมีการเก็บค่าบริการเล็กน้อย ชั่วโมงละ 5 บาท เป็นค่าบำรุงศูนย์"

ความสำเร็จของโครงการนี้ยืนยันได้จากการที่แต่ละปีมีหน่วยงานทั่วโลกติดต่อขอลงพื้นที่ดูงาน รวมถึงจากสหประชาชาติด้วย

ศูนย์การเรียนรู้ไอซีทีชุมชน จึงไม่ใช่แค่ห้องตั้งคอมพิวเตอร์อีกต่อไป แต่เป็นศูนย์กลางของชุมชน เป็นแหล่งสร้างคน สร้างชาติอย่างแท้จริง




นายรักคุด 122



สำหรับเทคโนโลยีที่ใช้กับโยทาโร่ไม่ได้มีอะไรใหม่ เพระหากติดตามเว็บไซต์ arip กันเป็นประจำก็น่าจะผ่านตากันไปบ้างแล้ว โดยอินเตอร์เฟซของโยทาโร่จะเป็นหน้าจอสัมผัสที่ออกแบบให้โค้งมนเหมือนใบหน้าเด็กทารกสามารถโต้ตอบการสัมผัสจากผู้ฝึกหัดได้ นอกจากนี้บริเวณร่างกายของทารกก็จะมีเซ็นเซอร์ และมอเตอร์ เพื่อแสดงอาการดิ้น รวมถึงท้องร้องได้อีกด้วย ช่างคิดจริงๆ เลยนะครับเนี่ย


โยทาโร่เป็นผลงานวิจัยจากมหาวิทยาลัย Tsukuba ในญี่ปุ่น โดยมันสามารถแสดงสีหน้าอารมณ์ต่างๆ ออกมาได้ การลูบใบหน้า เช็ดน้ำตา หรือหยอกล้อด้วยของเล่นจะส่งผลให้โยทาโร่ตอบสนองอารมณ์ต่างๆ ออกมาได้อย่างเหมาะสมด้วยระบบควบคุมอารมณ์บนคอมพิวเตอร์ ซึ่งจะควบคุมการฉายภาพจากโปรเจ็กเตอร์ทีอยู่ด้านล่าง ส่วนการรับรู้การสัมผัสจะใช้กล้องอินฟราเรดจับภาพจากด้านล่างอีกทีหนึ่ง ที่ดูแล้วชอบมากๆ คือ โยทาโร่ร้องไห้ (มีถุงน้ำตาอยู่ด้านหลัง) และหัวเราะได้แบบทารกจริงๆ แม้หน้าตาจะดูเป็นการ์ตูนไปสักนิดก็ตาม



นายรักคุด 122